Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2536 (ref. 56316)

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219และฎีกาข้อกฎหมายก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 2 ปี 6 เดือนและศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 หรือมาตรา 219แต่อย่างใด ส่วนฎีกาข้อ 2.2 ที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หรือหลายกรรมต่างกันและฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า คำพิพากษาของศาลที่ให้ริบปืนของกลางนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ต่างเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 100 แผ่นที่ 1,3) ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นางอมรรัตน์อนันตวุฒิผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297,371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคแรก,72 ทวิ วรรคสอง ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับ อันตรายสาหัสจำคุก 3 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 9 เดือน เรียงกระทงลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91รวมจำคุก 3 ปี 9 เดือน จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 9 เดือน ปรับ 3,000 บาทคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 2,000บาท รวมกับโทษจำคุกในข้อหาพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วเป็นจำคุก 12 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์รูปคดีโดยตระหนักแล้วเห็นสมควรรอการลงโทษไว้ 3 ปี เพื่อให้โอกาสแก่จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 96) จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 98)คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว การที่จะวินิจฉัยว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาในฐานความผิดเป็นกระทง ๆไป คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ลงโทษจำคุก 2 ปี กับมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 8 ทวิ วรรคแรก,72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 6 เดือน ปรับ 2,000 บาทรวมกับโทษจำคุกในข้อหาพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วเป็นจำคุก 12 เดือน ปรับ 2,000 บาท และรอการลงโทษไว้3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ความผิดฐานพาอาวุธปืนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกส่วนความผิดฐานทำร้ายร่างกาย แม้ศาลอุทธรณ์จะแก้ทั้งบทความผิดและโทษ อันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์มิได้เพิ่มเติมโทษจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ฎีกาข้อ 2.1 ที่ว่า จำเลยพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะหรือไม่ก็ดี ฎีกาข้อ 2.2 ที่ว่า การทำร้ายร่างกายกับการพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเกี่ยวเนื่องกันโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีเจตนาแยกจากกันก็ดีและฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ริบอาวุธปืนของกลาง ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ดีล้วนเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาทั้งสิ้นจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กล่าวข้างต้น และฎีกาข้อ 2.3 ในส่วนที่ว่า หากศาลฎีกาฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทก็ชอบ ที่จะลงโทษจำเลยตามบทหนัก ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติให้ริบอาวุธปืน เป็นฎีกาที่มีเงื่อนไขและมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 193 วรรคสอง ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1472/2536พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์นางอมรรัตน์ อนันตวุฒิโจทก์นายโอภาส อนันตวุฒิจำเลยนายโอภาส อนันตวุฒิ จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 219, ม. 225, ม. 193ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219และฎีกาข้อกฎหมายก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 2 ปี 6 เดือนและศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 หรือมาตรา 219แต่อย่างใด ส่วนฎีกาข้อ 2.2 ที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หรือหลายกรรมต่างกันและฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า

คำพิพากษาของศาลที่ให้ริบปืนของกลางนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ต่างเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 100 แผ่นที่ 1,3) ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นางอมรรัตน์อนันตวุฒิผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297,371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคแรก,72 ทวิ วรรคสอง ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับ อันตรายสาหัสจำคุก 3 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 9 เดือน เรียงกระทงลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91รวมจำคุก 3 ปี 9 เดือน จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 9 เดือน ปรับ 3,000 บาทคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 2,000บาท รวมกับโทษจำคุกในข้อหาพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วเป็นจำคุก 12 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์รูปคดีโดยตระหนักแล้วเห็นสมควรรอการลงโทษไว้ 3 ปี เพื่อให้โอกาสแก่จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 96) จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 98)คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว การที่จะวินิจฉัยว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาในฐานความผิดเป็นกระทง ๆไป คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ลงโทษจำคุก 2 ปี กับมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 8 ทวิ วรรคแรก,72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 6 เดือน ปรับ 2,000 บาทรวมกับโทษจำคุกในข้อหาพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วเป็นจำคุก 12 เดือน

ปรับ 2,000 บาท และรอการลงโทษไว้3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ความผิดฐานพาอาวุธปืนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกส่วนความผิดฐานทำร้ายร่างกาย แม้ศาลอุทธรณ์จะแก้ทั้งบทความผิดและโทษ อันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์มิได้เพิ่มเติมโทษจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ฎีกาข้อ 2.1 ที่ว่า จำเลยพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะหรือไม่ก็ดี ฎีกาข้อ 2.2 ที่ว่า การทำร้ายร่างกายกับการพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเกี่ยวเนื่องกันโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีเจตนาแยกจากกันก็ดีและฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ริบอาวุธปืนของกลาง

ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ดีล้วนเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาทั้งสิ้นจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กล่าวข้างต้น และฎีกาข้อ 2.3 ในส่วนที่ว่า หากศาลฎีกาฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทก็ชอบ ที่จะลงโทษจำเลยตามบทหนัก ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติให้ริบอาวุธปืน เป็นฎีกาที่มีเงื่อนไขและมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 193 วรรคสอง ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Matter details

Panel of judges
จิระ บุญพจนสุนทร · ปรีชา ธนานันท์ · สมาน เวทวินิจ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

Supreme Court Judgment No. 7123/2553

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของ…

Supreme Court Judgment No. 1561/2549

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน มีกำหนด 4 ปี แม้จะมีการเพิ่มโทษหนึ่งในสามเนื่องจากกระทำความผิดซ้ำตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ก็เป็นการเพิ่มโทษตามที่ก…

Supreme Court Judgment No. 8973/2547

ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะจำนวนเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการแ…

Supreme Court Judgment No. 246/2536

จำเลยใช้อาวุธมีดจี้บังคับผู้เสียหายเข้าไปในรถยนต์ตู้แล้วผลักผู้เสียหายให้นอนหงายอยู่บนพื้นรถ เอาสก๊อตซ์เทปปิดปากและปิดตา ผู้เสียหายดิ้นใช้มือดึงสก๊อตซ์เทปที่ปิดตาออกและสก๊อตซ์เทปที่ปิดปากหลุดเอง ผู้เส…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up