Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2536 (ref. 56373)

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาประเด็นข้อ 1.แม้ผู้ฎีกาจะโต้แย้งเรื่องระยะเวลาเอาคืนซึ่งการครอบครองก็ตาม แต่ต้องวินิจฉัยถึงวันที่มีการรบกวนหรือแย่งการครอบครองเสียก่อน จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สำหรับฎีกาข้อ 2 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาจำเลยจึงเป็นการฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขแล้ว ไม่รับฎีกาจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นข้อ 1. เป็นเรื่องว่าด้วย อายุความฟ้องร้อง จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาในประเด็นข้อ 2. เป็นเรื่องว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการรับฟังพยานหลักฐานผิดประเด็น ไม่ใช่เป็นการที่จำเลย โต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลแต่ประการใด ฎีกาของจำเลย จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ ไม่ปรากฎหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์ทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทตามแนวบริเวณกรอบสีแดงจำนวนเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ของแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.17ให้จำเลยและบริวารขนไม้และวัสดุก่อสร้างออกจากที่พิพาทจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 139)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 141)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า น่าเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองได้ครอบครองที่พิพาทตลอดมา ต่อจากนางนวลจันทร์ จำเลยไม่มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทแต่จำเลยฎีกาว่าจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท ตลอดมานางนวลจันทร์ได้ถูกจำเลยรบกวนและแย่งการครอบครองในที่พิพาทแล้ว จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 และที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยเพื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ของโจทก์และจำเลยว่าฝ่ายไหนจะมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่ากัน เพราะคดีนี้เป็นการต่อสู้กันว่าใครครอบครองที่พิพาทดีกว่ากันนั้น ก็เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาข้างต้นเช่นกัน ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา ของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง คำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ที่ไม่ยอมรับ ฎีกาต้องเสียค่าธรรมเนียม 40 บาท ตามตาราง 2(3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยเสียค่าธรรมเนียมมา200 บาท จึงเกินมา 160 บาท ให้คืนส่วนที่เกินแก่จำเลย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1628/2536บริษัทไทยวา จำกัด กับพวกโจทก์นางสาวบุญรัตน์ ศิริรัตน์ไชยวงศ์หรือศิริรัตน์ชัยวงศ์จำเลยนางสาวบุญรัตน์ ศิริรัตน์ไชยวงศ์หรือศิริรัตน์ชัยวงศ์ จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 151, ม. 248ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาประเด็นข้อ 1.แม้ผู้ฎีกาจะโต้แย้งเรื่องระยะเวลาเอาคืนซึ่งการครอบครองก็ตาม แต่ต้องวินิจฉัยถึงวันที่มีการรบกวนหรือแย่งการครอบครองเสียก่อน จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สำหรับฎีกาข้อ 2 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาจำเลยจึงเป็นการฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขแล้ว ไม่รับฎีกาจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นข้อ 1. เป็นเรื่องว่าด้วย อายุความฟ้องร้อง จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาในประเด็นข้อ 2. เป็นเรื่องว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการรับฟังพยานหลักฐานผิดประเด็น

ไม่ใช่เป็นการที่จำเลย โต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลแต่ประการใด ฎีกาของจำเลย จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ ไม่ปรากฎหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์ทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทตามแนวบริเวณกรอบสีแดงจำนวนเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ของแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.17ให้จำเลยและบริวารขนไม้และวัสดุก่อสร้างออกจากที่พิพาทจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 139)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 141)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า น่าเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองได้ครอบครองที่พิพาทตลอดมา

ต่อจากนางนวลจันทร์ จำเลยไม่มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทแต่จำเลยฎีกาว่าจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท ตลอดมานางนวลจันทร์ได้ถูกจำเลยรบกวนและแย่งการครอบครองในที่พิพาทแล้ว จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 และที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยเพื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ของโจทก์และจำเลยว่าฝ่ายไหนจะมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่ากัน เพราะคดีนี้เป็นการต่อสู้กันว่าใครครอบครองที่พิพาทดีกว่ากันนั้น ก็เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาข้างต้นเช่นกัน ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา ของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง คำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ที่ไม่ยอมรับ ฎีกาต้องเสียค่าธรรมเนียม 40 บาท ตามตาราง 2(3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยเสียค่าธรรมเนียมมา200 บาท จึงเกินมา 160 บาท ให้คืนส่วนที่เกินแก่จำเลย

Matter details

Panel of judges
บุญศรี กอบบุญ · เสมอ อินทรศักดิ์ · สุทธิ นิชโรจน์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5929/2548

แม้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคู่ความในคดีเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสี่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสี่ยกขึ้นเป็น…

Supreme Court Judgment No. 1432/2546

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้าง กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่…

Supreme Court Judgment No. 6697/2540

เมื่อจำเลยฎีกาทั้งในส่วนของคำฟ้องเดิมและในส่วนของคำฟ้องแย้ง ในกรณีเช่นนี้การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาว่าจะฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกพิจารณากันคนละส่วน มิใช่พิจารณาทุนทรัพย์รวมกัน ป…

Supreme Court Judgment, B.E. 2536 (ref. 56348)

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาทรัพย์พิพาทไว้เป็นเงิน 180,000 บาท ปรากฏตามบัญชีทรัพย์ ที่ยึด ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2525 มิใช่ราคา 200,000 บาทดังที่โจทก์อ้างในฎีกา ต้องถือว…

Supreme Court Judgment No. 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up