Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5639/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า SEIKOในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2503 สำหรับสินค้าจำพวก 10 สินค้าเครื่องบอกเวลาและได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเมื่อปี 2505ได้มีการโฆษณาสินค้าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1แพร่หลายในประเทศไทยมาก่อนที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายพิพาทเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2534โดยในปี 2508 บริษัท ม. ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้านาฬิกาของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า SEIKO รวม 2 คำขอ โดยคำขอแรกใช้กับสินค้าจำพวก 50สินค้าเบ็ดเตล็ด ได้แก่ ยาขัดทาเครื่องแต่งเรือน ส่วนคำขอที่สองใช้กับสินค้าจำพวก 37 ได้แก่ หนังของสัตว์ และต่อมาได้มีการโอนเครื่องหมายการค้าทั้งสอง เครื่องหมายการค้าให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าคำว่า SEIKO และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยก่อนที่โจทก์จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเวลานานหลายปีประกอบกับได้มีการโฆษณาสินค้าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นที่แพร่หลายทั่วไป และโจทก์ได้เลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายพิพาทในสินค้าต่างจำพวกกับสินค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งใช้เครื่องหมายการค้านั้นอยู่ก่อนแล้วก็ตาม ก็อาจทำให้ผู้ซื้อสินค้าเกิดความสับสนหรือหลงผิดว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์คือเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งนับว่าเป็นการลวงสาธารณชนตามมาตรา 16แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 โจทก์จึงไม่มีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายพิพาทต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 1 มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดีกว่าโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ยอมรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เพราะเห็นว่าคล้ายกับเครื่องหมายการค้าซึ่งผู้อื่นได้จดทะเบียนไว้ เป็นการปฏิบัติตามอำนาจของนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2474 มาตรา 16 และตามมาตรา 16 วรรคสอง บัญญัติว่าภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่รับจดทะเบียน ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 19 ทวิ โดยยื่นต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ดังนั้น ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้แต่เพียงวิธีเดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2ให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายพิพาทได้ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง หนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ที่มอบให้ ว. เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 มิได้ลงนามการรับรองลายมือชื่อกรรมการฝ่ายบริหารอาวุโสของจำเลยที่ 1ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่นำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้ ร. เป็นผู้ดำเนินคดีนี้แทนแต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้สืบพยานเพราะขาดนัดพิจารณา และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้องของโจทก์ว่า ร. เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 มีอำนาจเกี่ยวกับการขอจดทะเบียนการค้าของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ดังนั้น ร. ย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งแทนจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ แต่แม้จะถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีเพราะคำให้การที่ร. ยื่นไว้แทนจำเลยที่ 1 ไม่มีผลใช้บังคับได้ก็ตามแต่ข้อวินิจฉัยในปัญหาเกี่ยวกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1ดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นคงมีผลเฉพาะปัญหาที่ ร. ฟ้องแย้งโจทก์แทนจำเลยที่ 1จึงต้องยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 18 ป.พ.พ. Section 420 ป.วิ.พ. Section 55 ป.วิ.พ. Section 84 ป.วิ.พ. Section 177 พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 Section 16 พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 Section 19

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการค้า ผลิต จำหน่ายสีทาบ้าน ทินเนอร์ และอื่น ๆจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศญี่ปุ่น ในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 1 ได้ตั้งให้นายโรจน์วิทย์เปเรร่า ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยเป็นตัวแทนมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยระบุสถานที่ส่งบัตรหมายของจำเลยที่ 1ว่าให้ส่งที่ตัวแทน จึงถือว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย โจทก์ใช้อักษรโรมันคำว่า SEIKO ซึ่งอ่านว่า ไซโก้ และอักษรไทยคำว่า ไซโก้ เป็นเครื่องหมายการค้า กับสินค้าของโจทก์โดยได้ใช้และโฆษณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อเนื่องกันมากว่า 20 ปี จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักนิยมอย่างแพร่หลายของสาธารณชนทั่วไปในประเทศไทย

โจทก์จึงเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2534 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เพื่อใช้ในสินค้าจำพวกที่ 1 สำหรับสิ่งของสินค้าทินเนอร์ แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้โจทก์เห็นว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่า จำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวในขณะที่จำเลยที่ 1 ไม่มีสถานที่ประกอบการค้าในประเทศไทยไม่เคยผลิต จำหน่ายสินค้าทินเนอร์ทั้งในประเทศไทยหรือประเทศอื่น ๆไม่เคยใช้และโฆษณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับสินค้าทินเนอร์แต่อย่างใด และเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่เป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้น เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะนำมาทำให้เหมาะ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าสินค้าทินเนอร์ของโจทก์นั้นผิดกับสินค้าทินเนอร์ของผู้อื่น และสินค้าทินเนอร์ก็ไม่ปรากฏว่าได้เคยมีผู้หนึ่งผู้ใดใช้เครื่องหมายการค้า

คำว่า SEIKO เผยแพร่ในท้องตลาดและไม่ปรากฏว่าได้เคยมีผู้หนึ่งผู้ใดยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อนโจทก์ ประเทศไทยไม่มีกำหนดไว้ว่าการนำเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดขอจดทะเบียนหรือนายทะเบียนยังไม่ได้รับจดทะเบียนมาขอจดเป็นการขัดต่อรัฐประศาสโนบายหรือศีลธรรมแต่อย่างใด คำขอจดทะเบียนของโจทก์จึงชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และการที่จำเลยที่ 2 ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า SEIKO อักษรไทยคำว่า ไซโก้ ดีกว่าจำเลยที่ 1ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอที่ 221636 และห้ามจำเลยที่ 1 ขัดขวางการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในจำพวก 1 สำหรับสิ่งของสินค้าทินเนอร์ให้โจทก์ต่อไปจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนไว้ตามกฎหมายแห่งประเทศญี่ปุ่นและได้มอบอำนาจให้นายโรจนวิทย์ เปเรร่า หรือนายธเนศ เปเรร่าเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าฟ้องร้อง หรือกระทำการใดแทนจำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า SEIKO ซึ่งอ่านว่า ไซโกและใช้กับสินค้าต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ผลิตขึ้น มานานกว่า 40 ปีจนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จำเลยที่ 1ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกและได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2508 และสินค้าต่าง

ๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่สาธารณชนผู้ซื้อในประเทศไทยเป็นอย่างดีจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวที่แท้จริงเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2534 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธไม่ยอมจดทะเบียนให้ จำเลยที่ 1 เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดีกว่าโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 ได้ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มานานแล้ว การกระทำของโจทก์เป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายโดยอาศัยความมีชื่อเสียงทางการค้าของจำเลยที่ 1 ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1ได้รับความเสียหาย

ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์เลิกใช้เครื่องหมายการค้าSEIKO กับสินค้าต่าง ๆ ของโจทก์และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะเลิกใช้จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 อาศัยอำนาจตามมาตรา 16แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ถ้าโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของจำเลยที่ 2 โจทก์ต้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 16 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 เท่านั้น ดังนั้นการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2474 ขอให้ยกฟ้องโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ว่า

จำเลยที่ 1 ไม่เคยผลิตสินค้าทินเนอร์ออกจำหน่ายในประเทศไทย และไม่เคยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า SEIKO ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยสุจริตจึงไม่เป็นละเมิดต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับความเสียหายแต่ถ้าจะเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 1ไม่มีอำนาจยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง หนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1ที่มอบให้นายโรจน์วิทย์ เปเรร่า หรือนายธเนศ เปเรร่า เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1มิได้ลงนามการรับรองลายมือชื่อกรรมการฝ่ายบริหารอาวุโสของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ และมีคำสั่งให้โจทก์เลิกใช้เครื่องหมายการค้าที่เขียนด้วยอักษรโรมันคำว่า

SEIKOหรือที่อ่านเป็นสำเนียงภาษาไทยว่า ไซโก้หรือไซโก กับสินค้าต่าง ๆของโจทก์ นอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า SEIKOอ่านว่า ไซโกหรือไซโก้ ดีกว่ากัน ข้อเท็จจริงฟังได้จากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ากรมทะเบียนการค้า ว่า จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า SEIKO ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2503 สำหรับสินค้าจำพวก 10สินค้าเครื่องบอกเวลาตามเอกสารหมาย ล.2 และได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเมื่อปี 2505 ตามเอกสารหมาย ล.6 ได้มีการโฆษณาสินค้าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 แพร่หลายในประเทศไทยมาก่อนที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายพิพาทเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2534 ตามเอกสารหมาย

จ.1 ข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปว่าในปี 2508 บริษัทเมืองทอง จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้านาฬิกาของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า SEIKO รวม 2 คำขอ โดยคำขอแรกใช้กับสินค้าจำพวก 50สินค้าเบ็ดเตล็ด ได้แก่ ยาขัดทาเครื่องแต่งเรือน ส่วนคำขอที่ 1ใช้กับสินค้าจำพวก 37 ได้แก่ หนังของสัตว์และต่อมาได้มีการโอนเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายการค้าให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 เห็นได้ชัดว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าคำว่า SEIKO และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยก่อนที่โจทก์จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเวลานานหลายปีประกอบกับได้มีการโฆษณาสินค้าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1เป็นที่แพร่หลายทั่วไป จึงเชื่อว่าโจทก์ได้เลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ประดิษฐ์เครื่องหมายการค้ารายพิพาทขึ้นเอง

ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ คดีนี้แม้โจทก์จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายพิพาทในสินค้าต่างจำพวกกับสินค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งใช้เครื่องหมายการค้านั้นอยู่ก่อนแล้วก็ตาม ก็อาจทำให้ผู้ซื้อสินค้าเกิดความสับสนหรือหลงผิดว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คือเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งนับว่าเป็นการลวงสาธารณชนตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 โจทก์จึงไม่มีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายพิพาทต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 1 มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดีกว่าโจทก์ปัญหาที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2ให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายพิพาทได้

เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ยอมรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เพราะเห็นว่าคล้ายกับเครื่องหมายการค้าซึ่งผู้อื่นได้จดทะเบียนไว้เป็นการปฏิบัติตามอำนาจของนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 16และตามมาตรา 16 วรรคสอง บัญญัติว่าภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่รับจดทะเบียน ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 19 ทวิโดยยื่นต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ดังนั้น ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามที่บัญญัติไว้ได้แต่เพียงวิธีเดียว โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายพิพาทไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องที่ 2 ชอบแล้วมีปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาข้อสุดท้าย การดำเนินคดีของผู้แทนจำเลยที่ 1 เป็นไปโดยชอบหรือไม่ เห็นว่า

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ไว้แล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจยื่นคำให้การและฟ้องแย้งหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ที่มอบให้นายโรจน์วิทย์เปเรร่า หรือนายธเนศ เปเรร่า เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 มิได้ลงนามการรับรองลายมือชื่อกรรมการฝ่ายบริหารอาวุโสของจำเลยที่ 1ไม่ถูกต้อง ในเรื่องนี้ฝ่ายจำเลยที่ 1 มีหน้าที่นำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้นายโรจน์วิทย์เป็นผู้ดำเนินคดีนี้แทนตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำให้การจำเลยที่ 1หมายเลข 1 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้สืบพยานเพราะขาดนัดพิจารณา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องของโจทก์ว่า นายโรจน์วิทย์ เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 มีอำนาจเกี่ยวกับการขอจดทะเบียนการค้าของจำเลยที่ 1 เท่านั้น

ดังนั้น นายโรจน์วิทย์ย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งแทนจำเลยที่ 1 ในคดีนี้อย่างไรก็ตาม แม้จะถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีเพราะคำให้การที่นายโรจน์วิทย์ยื่นไว้แทนจำเลยที่ 1ไม่มีผลใช้บังคับได้ก็ตาม แต่ข้อวินิจฉัยในปัญหาเกี่ยวกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น คงมีผลเฉพาะปัญหาที่นายโรจน์วิทย์ฟ้องแย้งโจทก์แทนจำเลยที่ 1 จึงต้องยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
จเร อำนวยวัฒนา · วุฒิ คราวุฒิ · อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2905/2552

หนังสือมอบอำนาจมีข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ร. เป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินการทุกอย่างเพื่อยับยั้งและกำจัดการเลียนแบบการปลอมแปลง การละเมิดและการกระทำใดๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวกับการชื่อทางการค้า เคร…

Supreme Court Judgment No. 5565/2548

การที่ ต. บิดาของโจทก์ที่ 2 ได้รับพระราชทานตราตั้งและพระครุฑจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ใช้กิจการของห้างทองตั้งโต๊ะกังเมื่อปี 2464 แสดงให้เห็นว่ากิจการค้าทองของห้างตั้งโต๊ะกังเป็นกิจการค…

Supreme Court Judgment No. 8433/2547

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ทราบเป็นอย่างดีว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของชื่อทางการค้าคำว่า "ไทยคม" ที่โจทก์ทั้งสองได้ใช้กับกิจการให้บริการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคมก่อนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 นำชื่อทางการค้าคำ…

Supreme Court Judgment No. 3319/2542

ฟ้องแย้งของจำเลยสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ใช้สิทธิตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ.ในเรื่องวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีข้อกำหนดให้ผู้ขอใช้วิธีการชั่วคราวซึ่งใช้สิทธิโดยมิชอบต้องรับผิดชดใช้ค…

Supreme Court Judgment No. 2391/2541

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยจ่ายคืนทุนที่เข้าหุ้นส่วนกันให้โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์จำเลยตกลงกันว่าระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดใช้เงินตามเช็ค โจทก์จะนำสมุดบัญชีมาตรวจ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up