Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5644/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องขอบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้หนี้เดิมจะมาจากมูลหนี้การกู้ยืมเงิน แต่โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม โจทก์จึงไม่จำต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้มาแสดงต่อศาล หนี้ตามต้นเงินที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ เป็นหนี้จากมูลสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่หนี้กู้ยืมจึงไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์เรียกหรือคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 112,516,058.89 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้นจำนวน 92,039,067.01 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินต้นจำนวน 92,039,067.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้หักเงินจำนวน 6,000,000 บาท ที่จำเลยนำมาชำระออกจากดอกเบี้ยดังกล่าวก่อน หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11756 เลขที่ดิน 230 ตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 250,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงิน มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม โจทก์จึงไม่จำต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้มาแสดงต่อศาล เมื่อโจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 97,000,000 บาท เพื่อนำไปชำระค่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากบุคคลอื่น การกู้ยืมดังกล่าวไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเป็นหนังสือ แต่จำเลยที่ 3 ได้ออกเช็คในนามของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไว้เป็นประกันการชำระหนี้ หลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์คืนเช็คดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 นอกจากนี้โจทก์และนางสาวชโนวรรณ

ยังได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญาประนีประนอมยอมความและจำเลยที่ 2 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ลงชื่อในฐานะผู้จำนองในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อความระบุด้วยว่า การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำเพื่อการนี้ ให้ถือเสมือนผู้มอบอำนาจเป็นผู้กระทำเองทั้งสิ้น ซึ่งปรากฏตามเอกสารดังกล่าวว่าทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2538 และต่อมาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ลงชื่อเป็นผู้กู้และผู้จำนองในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แม้หนังสือมอบอำนาจจะมิได้ระบุว่ามอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ทำสัญญากับผู้ใด แต่โจทก์นำสืบว่าเป็นการมอบอำนาจให้ทำสัญญากับโจทก์

ส่วนจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ทำสัญญาและลงชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจได้ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับผิดตามสัญญาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ยอดหนี้ค้างชำระจำนวน 134,730,404 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมาจากหนี้กู้และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับเบี้ยปรับเนื่องจากการชำระหนี้ล่าช้าอีกร้อยละ 3 ต่อปี จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

เห็นว่า หนี้ตามต้นเงินที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับเป็นหนี้จากมูลสัญญาประนีประนอมยอมความมิใช่หนี้กู้ยืมซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์เรียกหรือคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อีกทั้ง ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาว่าจะคิดเนื่องมาจากการชำระหนี้ล่าช้าก็เป็นเบี้ยปรับหาใช่ดอกเบี้ยดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่ ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยอันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นโมฆะนั้น จำเลยทั้งสามมิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

Result

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 200,000 บาท แทนโจทก์.

Matter details

Panel of judges
ปัญญา ถนอมรอด · สุเทพ เจตนาการณ์กุล · วรนาถ ภูมิถาวร
Lower court
ศาลแพ่ง - นายพันธ์เลิศ บุญเลี้ยง
ศาลอุทธรณ์ - นายองอาจ โรจนสุพจน์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2561 (ref. 623780)

การที่โจทก์ทั้งสิบสองลงลายมือชื่อในหนังสือการยกเลิกการจ้างซึ่งระบุว่า จำเลยขอยกเลิกสัญญาจ้างและตกลงจ่ายเงินค่าบอกกล่าว 1 งวดการจ้างกับค่าชดเชย และโจทก์บางคนยังได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษกรณีอายุงานครบ 20…

Supreme Court Judgment No. 2298/2559

ข้อตกลงตามที่ระบุไว้ในรายงานเจ้าหน้าที่ที่เสนอต่อผู้พิพากษา ปรากฏว่าคู่ความมิได้ลงลายมือชื่อไว้จึงถือไม่ได้ว่ามีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดที่โจทก์จะอ้างมาเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องใ…

Supreme Court Judgment No. 3664/2557

ตามบันทึกข้อตกลงมีข้อความระบุไว้แต่เพียงว่า ช. และจำเลยต่างยืนยันว่าไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีอย่างใดซึ่งกันและกัน ค่าเสียหายที่เกิดจากรถเฉี่ยวชนกันดังกล่าวมีทั้งค่าซ่อมรถ ค่ารถยก แ…

Supreme Court Judgment No. 1368/2556

โจทก์สมัครใจลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินในใบรับเงินที่มีข้อความว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์และได้จ่ายเงินเดือน ค่าเสียหายแทนการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า กับค่าชดเชย ซึ่งโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเรียบร้อยแล…

Supreme Court Judgment No. 7229/2552

หนังสือสัญญากู้เงินซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้ระบุจำนวนเงิน 500,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีมูลหนี้เดิมเหลืออยู่เพียง 192,111.28 บาท จึงเป็นการทำให้จำนวนหน…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up