คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องในสำนวนแรกขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 341 สำนวนที่สองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 180, 341ในระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันให้เรียกเรืออากาศเอกอำนาจ ธรรมกามี เป็นจำเลยที่ 1 นางสาวลัดดาวัลย์ พรหมแสล่ง เป็นจำเลยที่ 2คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งประทับฟ้องเฉพาะข้อหาเบิกความเท็จและข้อหานำสืบหรือสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ส่วนข้อหาฉ้อโกงเห็นว่าไม่มีมูล ให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ฎีกา
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาต่อศาลฎีกาว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกามีคำสั่งว่า "
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า คำเบิกความของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความเท็จ ส่วนความผิดฐานนำสืบพยานหลักฐานเท็จ ต้องห้ามโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่รับวินิจฉัยแล้ว
Result
พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเพราะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งว่า ตามข้อเท็จจริงจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดทั้งสองข้อหา แล้วสรุปตอนท้ายว่า ฎีกาของโจทก์เป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นที่สำคัญขอให้มีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ โดยมิได้กล่าวว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอย่างไรบ้าง จึงเป็นฎีกาที่มิได้แสดงไว้โดยชัดเจนในปัญหาข้อกฎหมาย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์"