เนื้อความคำพิพากษา
คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจ มีภารกิจเพื่อดำเนินงานกิจการทั้งปวงเกี่ยวกับสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามเงื่อนไขดังกล่าวในสัญญา ส่วนจำเลยให้การว่า ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา คดีนี้จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาซื้อขายมันสำปะหลัง ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง
สัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้จัดหาตลาดเพื่อระบายสินค้าที่รับจำนำจากเกษตรกรไปยังต่างประเทศในเวลาที่กำหนด อันเป็นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรของคนไทยเพื่อการส่งออกตามอำนาจหน้าที่ในการดำเนินบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อเป็นการช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยมุ่งหมายก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมากกว่าการมุ่งแสวงหาผลกำไรในเชิงพาณิชย์ จึงเป็นกรณีให้ผู้ฟ้องคดี เข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาและให้คืนเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑๐๓/๒๕๕๗ วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗ เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ศาลปกครองกลาง ระหว่าง ศาลจังหวัดนนทบุรี การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ ข้อเท็จจริงในคดี
เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๕ บริษัทเจสซี่ เจมส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง องค์การคลังสินค้า ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๙๙/๒๕๕๕ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำสัญญาซื้อขายสินค้าประเภทมันสำปะหลังเส้น เพื่อการส่งออกนอกราชอาณาจักร โครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังปี ๒๕๕๑/๕๒ จำนวน ๓๓,๓๐๑,๓๐๑.๔๓๑ กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ ๕.๓๑ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีตกลงส่งมอบและผู้ฟ้องคดีตกลงรับมอบสินค้า ณ หน้าคลังสินค้าของนายวีระศักดิ์ โรจน์รัตนชัย (หลังที่ ๑) ซึ่งเป็นที่เก็บรักษามันสำปะหลัง โดยผู้ฟ้องคดีต้องเริ่มรับมอบและขนย้ายภายใน ๓ วันทำการ นับแต่วันที่ชำระเงิน รวมทั้งต้องชำระเงินและขนย้ายสินค้าทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๓ กรรมสิทธิ์ในสินค้าที่ตกลงซื้อขายจะโอนไปยังผู้ฟ้องคดีเฉพาะปริมาณสินค้าที่ผู้ซื้อได้ชำระเงินเรียบร้อยแล้ว
ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าตามสัญญาทั้งหมดออกไปนอกราชอาณาจักรโดยอาจส่งออกในรูปมันอัดเม็ดภายใน ๖๐ วันนับแต่วันสิ้นสุดกำหนดการรับมอบ โดยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีได้นำแคชเชียร์เช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน ๘,๘๔๑,๕๐๐ บาท มอบให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดียึดถือเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ภายหลังจากทำสัญญา ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีขอขยายเวลารับมอบสินค้า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้แจ้งว่าไม่อนุญาตให้ขยายเวลาดังกล่าวถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ขยายเวลารับมอบสินค้าให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยปริยาย ต่อมาเมื่อต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีได้ติดต่อกับผู้ถูกฟ้องคดีและทราบว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะยังไม่ดำเนินการส่งมอบสินค้า
เนื่องจากมีเหตุสงสัยว่ามันสำปะหลังเส้นภายในคลังสินค้าสูญหาย ผู้ฟ้องคดีได้โต้แย้งว่าสินค้าสูญหายเป็นกรณีพิพาทระหว่างเจ้าของคลังสินค้ากับผู้ถูกฟ้องคดีต้องว่ากล่าวกันเองตามสัญญารับฝากสินค้าและเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีได้ชำระค่าสินค้า จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ เนื่องจากสินค้าสูญหาย หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินและรับมอบสินค้าที่เหลืออยู่ภายในคลังสินค้าซึ่งเป็นเวลาหลังจากวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๓ และเป็นวันที่กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีต้องส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรให้แล้วเสร็จตามสัญญา ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีสละเงื่อนเวลาตามสัญญาโดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญแห่งข้อตกลงซื้อขายสินค้าอีกต่อไป
ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการชำระราคาสินค้าเพิ่มเติมอีก ๑,๘๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม และเริ่มทยอยรับมอบสินค้าบางส่วนตามวิธีการที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนด แต่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีของดส่งมอบสินค้า ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีให้ดำเนินการส่งมอบสินค้าเพื่อผู้ฟ้องคดีจะได้ดำเนินการส่งออกนอกราชอาณาจักรให้แล้วเสร็จ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและขอให้คืนเงินหลักประกันตามสัญญาเนื่องจากมีการส่งมอบสินค้าล่าช้าซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือถึงคลังสินค้าแจ้งเรื่องเกิดเพลิงไหม้กองมันเส้นจนเหลือสินค้าไม่มากและต่อมาได้มีหนังสือเร่งรัดให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินและรับมอบสินค้าโดยอ้างว่ามีสินค้าเหลืออยู่อีก ๖,๓๙๕,๖๖๐ กิโลกรัม
ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีว่าพร้อมรับมอบสินค้าที่เหลือภายในกำหนดเวลาอันสมควร แต่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องดำเนินการคัดแยกสินค้าส่วนที่ได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้เสียก่อน ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งขอรับมอบสินค้าที่เหลือทั้งหมด และแจ้งกำหนดวันรับมอบมันสำปะหลังเส้น ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้รับมอบสินค้าที่เหลือทั้งหมดแล้วและได้มีหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาเนื่องจากรับมอบสินค้าเสร็จสิ้นตามสัญญาแล้ว และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี คืนเงินส่วนที่ชำระค่าสินค้าเกิน ๓,๙๖๘,๘๗๘ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีและเงินค้ำประกันตามสัญญา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดี และต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับและค่าใช้จ่ายต่าง
ๆ ตามเงื่อนไขในสัญญาเป็นเงินรวมทั้งสิ้น ๒๒,๑๓๒,๓๙๒.๖๙ บาท โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีรับมอบและส่งมันสำปะหลังเส้นออกนอกราชอาณาจักรเกินกำหนดระยะเวลาที่ขยายออกไป ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านเนื่องจากเหตุที่ผู้ฟ้องคดีรับมอบมันสำปะหลังล่าช้ามิใช่ความผิดของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีว่า ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามเงื่อนไขในสัญญา กับขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินส่วนที่ชำระค่าสินค้าเกินและเงินค้ำประกันตามสัญญา เป็นเงิน ๑๔,๗๐๕,๖๑๑ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี
พร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่เป็นฝ่ายผู้ฟ้องคดีปฏิบัติผิดสัญญาผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้สละเงื่อนเวลาตามสัญญา และยึดถือเอากำหนดระยะเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญแห่งข้อตกลงซื้อขายดังกล่าว โดยผู้ฟ้องคดีไม่มารับมอบมันสำปะหลังเส้นภายในเวลาที่กำหนด ผู้ฟ้องคดีได้รับมอบมันสำปะหลังเส้นและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเกินระยะเวลาที่ขอขยายออกไป จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับตามเงื่อนไขในสัญญา ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำผิดสัญญาซื้อขาย แต่สัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเส้นเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร เป็นสัญญาซื้อขายที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน
อันเป็นสัญญาทางแพ่งและเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ความเห็นระหว่างศาล ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ ฉบับพิพาท เป็นสัญญาซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นองค์การคลังสินค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ทำสัญญากับผู้ฟ้องคดีให้จัดหาตลาดเพื่อระบายสินค้าที่รับจำนำจากเกษตรกรไปยังต่างประเทศภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นขั้นตอน ที่ต่อเนื่องจากการรับจำนำมันสำปะหลัง ตามวัตถุประสงค์ของโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังอีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรของคนไทยเพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗ (๘)
แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. ๒๔๙๘ สัญญาดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรง ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการตามโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีบรรลุผล จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองและโดยที่โครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๕๒ อันเป็นมูลพิพาทในคดีนี้ เป็นมาตรการของรัฐบาลในการพยุงราคามันสำปะหลังเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่มีผลกระทบต่อกลไกตลาดปกติ อันเป็นการกระทำในทางกฎหมายมหาชนและเป็นโครงการพิเศษที่ต้องจ่ายเงินงบประมาณเป็นจำนวนมากซึ่งมี