Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2535 (ref. 57100)

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาข้อ 2.1 ที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เป็นปัญหา ซึ่งยุติในชั้นอุทธรณ์แล้ว และฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า เช็คตามฟ้องไม่ได้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แต่เป็นการออกเพื่อค้ำประกันหนี้จึงไม่มีความผิด เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกาข้อ 2.1 และ 2.3 คงรับฎีกาเฉพาะข้อ 2.2จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 ได้อ้างว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะคดีโจทก์ขาดอายุความต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ ดังนี้จำเลยทั้งสองยังไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาอายุความดังกล่าว ครั้นศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองและศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ตามลำดับแล้วจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาเช่นนั้นได้ ปัญหาดังกล่าวยังไม่ยุติ อีกทั้งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนด้วยจำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ได้ส่วนฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า เช็คตามฟ้องเป็นเช็คชำระหนี้หรือค้ำประกันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับฎีกาข้อ 2.1 และ 2.3 ไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ มีผู้ลงชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ที่ตัวคำร้อง(อันดับ 177)ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามคำร้องขอโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 3(1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83เป็นความผิด 4 กระทง เรียงกระทงลงโทษ ปรับจำเลยที่ 1กระทงละ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปีรวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 4 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 สองกรรมแรก จำคุกกรรมละ 8 เดือน สองกรรมหลังจำคุกกรรมละ 6 เดือน รวมจำคุก 28 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาข้อ 2.1 และ 2.3ดังกล่าว (อันดับ 175)จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 177)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 นั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัย ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2533 ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ดังกล่าวก็ชอบที่จะฎีกาคัดค้านในชั้นนั้นแต่ปรากฏว่าจำเลย มิได้ฎีกา ปัญหา ข้อนี้จึงยุติแล้ว จำเลยจะยกขึ้นมาฎีกา ในชั้นนี้อีกไม่ได้ส่วนปัญหาตามฎีกาข้อ 2.3 ของจำเลยที่ว่า เช็คพิพาทออกให้เพื่อชำระหนี้หรือเพื่อค้ำประกันหนี้นั้น ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทชำระหนี้ตามเช็คที่จำเลยที่ 2 นำไปขายไว้แก่โจทก์ร่วม เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ จำเลยฎีกาว่า หากจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ก็น่าจะออกเพียงฉบับเดียว ไม่มีเหตุผลที่จะต้องสั่งจ่ายเช็คถึง 4 ฉบับ และการที่เช็คพิพาททั้ง4 ฉบับ มีจำนวนเงินรวมกันเท่ากับจำนวนตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เอกสารหมาย จ.ร.1ถึงจ.ร.4 แสดงว่าออกเพื่อค้ำประกัน เพราะถ้าออกเพื่อชำระหนี้ จำนวนเงินตามเช็คพิพาทต้องสูงกว่า จำนวนเงินตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เพราะมีดอกเบี้ย เกิดขึ้น เห็นได้ว่าฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 และ 2.3 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 3016/2535พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามธนาการ จำกัดโจทก์บริษัทสันตินคร จำกัด กับพวกจำเลยบริษัทสันตินคร จำกัด ที่ 1ผู้ยื่นคำร้องนางสมถวิล ลีชัยสิทธิ์ ที่ 2 จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาข้อ 2.1 ที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เป็นปัญหา ซึ่งยุติในชั้นอุทธรณ์แล้ว และฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า เช็คตามฟ้องไม่ได้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แต่เป็นการออกเพื่อค้ำประกันหนี้จึงไม่มีความผิด เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกาข้อ 2.1 และ 2.3 คงรับฎีกาเฉพาะข้อ 2.2จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 ได้อ้างว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะคดีโจทก์ขาดอายุความต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ ดังนี้จำเลยทั้งสองยังไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาอายุความดังกล่าว

ครั้นศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองและศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ตามลำดับแล้วจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาเช่นนั้นได้ ปัญหาดังกล่าวยังไม่ยุติ อีกทั้งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนด้วยจำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ได้ส่วนฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า เช็คตามฟ้องเป็นเช็คชำระหนี้หรือค้ำประกันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับฎีกาข้อ 2.1 และ 2.3 ไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ มีผู้ลงชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ที่ตัวคำร้อง(อันดับ 177)ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามคำร้องขอโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 3(1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83เป็นความผิด 4 กระทง เรียงกระทงลงโทษ ปรับจำเลยที่ 1กระทงละ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปีรวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 4 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค

พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 สองกรรมแรก จำคุกกรรมละ 8 เดือน สองกรรมหลังจำคุกกรรมละ 6 เดือน รวมจำคุก 28 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาข้อ 2.1 และ 2.3ดังกล่าว (อันดับ 175)จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 177)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 นั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัย ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2533 ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ดังกล่าวก็ชอบที่จะฎีกาคัดค้านในชั้นนั้นแต่ปรากฏว่าจำเลย มิได้ฎีกา ปัญหา ข้อนี้จึงยุติแล้ว จำเลยจะยกขึ้นมาฎีกา ในชั้นนี้อีกไม่ได้ส่วนปัญหาตามฎีกาข้อ 2.3 ของจำเลยที่ว่า

เช็คพิพาทออกให้เพื่อชำระหนี้หรือเพื่อค้ำประกันหนี้นั้น ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทชำระหนี้ตามเช็คที่จำเลยที่ 2 นำไปขายไว้แก่โจทก์ร่วม เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ จำเลยฎีกาว่า หากจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ก็น่าจะออกเพียงฉบับเดียว ไม่มีเหตุผลที่จะต้องสั่งจ่ายเช็คถึง 4 ฉบับ และการที่เช็คพิพาททั้ง4 ฉบับ มีจำนวนเงินรวมกันเท่ากับจำนวนตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เอกสารหมาย จ.ร.1ถึงจ.ร.4 แสดงว่าออกเพื่อค้ำประกัน เพราะถ้าออกเพื่อชำระหนี้ จำนวนเงินตามเช็คพิพาทต้องสูงกว่า จำนวนเงินตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เพราะมีดอกเบี้ย เกิดขึ้น เห็นได้ว่าฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 และ 2.3 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Matter details

Panel of judges
ตัน เวทไว · สมาน เวทวินิจ · ชวลิต พรายภู่
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

Supreme Court Judgment No. 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

Supreme Court Judgment No. 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

Supreme Court Judgment No. 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

Supreme Court Judgment No. 5682/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (5) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน และลดโทษให้กึ่ง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up