Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2533 (ref. 57273)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายซึ่งจำเลยมีสิทธิฎีกาได้ กล่าวคือในปัญหาข้อเท็จจริงจำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 ยกฟ้องโจทก์ สำหรับมาตรา 265 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 เป็นคำพิพากษาที่แก้ไขมากและไม่ใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงไม่ต้องห้ามฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 สำหรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จำเลยฎีกาในข้อ 5 ว่าการกระทำของ จำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ และข้อ 6 ว่าเมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ตกไป ความผิดตามมาตรา 267ก็น่าจะตกไปด้วย ส่วนข้อ 7 ฎีกาว่าการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังคลาดเคลื่อนขัดกับหลักการสืบและ รับฟังคำพยานตามกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 135) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137,267,268,83,90,91 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานใช้เอกสารราชการปลอมให้จำคุก 2 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ลงโทษบทหนักตาม มาตรา 267 ให้จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,267,268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265,83,90 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 130) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 135) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานใช้เอกสารราชการปลอม 2 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการลงโทษบทหนักตามมาตรา 267 จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลย 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกจำเลย 2 ปี จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยมิได้เป็นผู้แจ้งหรือให้จดข้อความอันเป็นเท็จแต่เจ้าพนักงานจดข้อความเอง ทั้งฟังไม่ได้ว่าเป็นเอกสารปลอมจะถือว่าจำเลยใช้เอกสารปลอมได้อย่างไรก็ดีและจำเลยมิได้เกี่ยวข้องในการปลอมเอกสารก็ดี ตลอดทั้งฎีกาว่าศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนขัดกับหลักการสืบและการรับฟังพยานหลักฐานก็ดี เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 124/2533พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีโจทก์สิบตำรวจโทยุทธนา แย้มพรายวงศ์จำเลยสิบตำรวจโทยุทธนา แย้มพรายวงศ์ จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายซึ่งจำเลยมีสิทธิฎีกาได้ กล่าวคือในปัญหาข้อเท็จจริงจำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 ยกฟ้องโจทก์ สำหรับมาตรา 265 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 เป็นคำพิพากษาที่แก้ไขมากและไม่ใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงไม่ต้องห้ามฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 สำหรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

จำเลยฎีกาในข้อ 5 ว่าการกระทำของ จำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ และข้อ 6 ว่าเมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ตกไป ความผิดตามมาตรา 267ก็น่าจะตกไปด้วย ส่วนข้อ 7 ฎีกาว่าการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังคลาดเคลื่อนขัดกับหลักการสืบและ รับฟังคำพยานตามกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 135) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137,267,268,83,90,91 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานใช้เอกสารราชการปลอมให้จำคุก 2 ปี

ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ลงโทษบทหนักตาม มาตรา 267 ให้จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,267,268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265,83,90 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 130) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 135) คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานใช้เอกสารราชการปลอม 2 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการลงโทษบทหนักตามมาตรา 267 จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลย 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกจำเลย 2 ปี จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยมิได้เป็นผู้แจ้งหรือให้จดข้อความอันเป็นเท็จแต่เจ้าพนักงานจดข้อความเอง ทั้งฟังไม่ได้ว่าเป็นเอกสารปลอมจะถือว่าจำเลยใช้เอกสารปลอมได้อย่างไรก็ดีและจำเลยมิได้เกี่ยวข้องในการปลอมเอกสารก็ดี

ตลอดทั้งฎีกาว่าศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนขัดกับหลักการสืบและการรับฟังพยานหลักฐานก็ดี เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Matter details

Panel of judges
ก้าน อันนานนท์ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · อัมพร ทองประยูร
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

Supreme Court Judgment No. 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

Supreme Court Judgment No. 1016/2567

จำเลยฎีกาโต้เถียงว่าพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุคนใดจะเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มา…

Supreme Court Judgment No. 715/2567

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบมาตรา 285 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ลดโ…

Supreme Court Judgment No. 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up