Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2533 (ref. 57365)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฯลฯ เป็นคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าฎีกาของจำเลยแผ่นที่ 3 ด้านหน้า ตั้งแต่บรรทัดที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย สำหรับฎีกาข้ออื่น ๆล้วนแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในแผ่นที่ 3 ด้านหน้าตั้งแต่บรรทัดที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งสิทธิของจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้นทำให้การสอบสวนจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฎีกาข้ออื่น ๆ ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับฟังเอกสารหมาย จ.2 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและวินิจฉัยคำพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 33 แผ่นที่ 2)ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2526 มาตรา 15,67 และ 102 จำคุก2 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฯลฯจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 32 แผ่นที่ 2)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 33 แผ่นที่ 2)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับจำเลยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงสิทธิของจำเลยที่จะพบและปรึกษา ผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 ทวิ (1)การสอบสวนจึงไม่ชอบนั้น เป็นข้อกฎหมายที่จำเลย มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ไม่เห็นสมควรที่จะวินิจฉัย และที่จำเลยฎีกาว่าคำรับสารภาพของจำเลย ในชั้นจับกุมเกิดจากการขู่เข็ญบังคับของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับเป็นการไม่ชอบ และว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อย ไม่น่ารับฟัง ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงนั้นล้วนแต่เป็นการโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 267/2533พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์นายสุรเชษฐ์ อยู่ดีจำเลยนายสุรเชษฐ์ อยู่ดี จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 195, ม. 218 วรรคแรก, ม. 225ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฯลฯ เป็นคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าฎีกาของจำเลยแผ่นที่ 3 ด้านหน้า ตั้งแต่บรรทัดที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย สำหรับฎีกาข้ออื่น ๆล้วนแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในแผ่นที่ 3 ด้านหน้าตั้งแต่บรรทัดที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งสิทธิของจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้นทำให้การสอบสวนจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฎีกาข้ออื่น

ๆ ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับฟังเอกสารหมาย จ.2 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและวินิจฉัยคำพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 33 แผ่นที่ 2)ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2526 มาตรา 15,67 และ 102 จำคุก2 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฯลฯจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 32 แผ่นที่ 2)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 33 แผ่นที่ 2)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับจำเลยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงสิทธิของจำเลยที่จะพบและปรึกษา

ผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 ทวิ (1)การสอบสวนจึงไม่ชอบนั้น เป็นข้อกฎหมายที่จำเลย มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ไม่เห็นสมควรที่จะวินิจฉัย และที่จำเลยฎีกาว่าคำรับสารภาพของจำเลย ในชั้นจับกุมเกิดจากการขู่เข็ญบังคับของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับเป็นการไม่ชอบ และว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อย ไม่น่ารับฟัง ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงนั้นล้วนแต่เป็นการโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Matter details

Panel of judges
ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · นาม ยิ้มแย้ม · โสภณ จันเทรมะ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4687/2566

สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มา…

Supreme Court Judgment No. 1270/2563

ในคดีอาญาที่จำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธ กฎหมายมีมาตรการให้มีการตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์ส่งเอกสารและวัตถุที่โจทก์จะอ้างเป็นพยานให้อีกฝ่ายตรวจสอบตามที่คู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควรก่อนสืบพยานโจทก์…

Supreme Court Judgment No. 1243/2563

การที่ผู้ตายที่ 2 เคยทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน โดยมีข้อที่ 3 ระบุว่า พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้ หรือทำพิ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2561 (ref. 638679)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น ยิงปืนโดยใช่เหตุ และใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดี…

Supreme Court Judgment No. 3880/2556

ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และคงลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up