Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2533 (ref. 57582)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 ฎีกาศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 เห็นว่า จำเลยได้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดเนื่องจากการกระทำของจำเลยขาดเจตนาบุกรุกที่พิพาท อีกทั้งที่พิพาทก็มิใช่ที่สาธารณประโยชน์ตามที่โจทก์ฟ้องแต่ประการใด และนอกจากนี้การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 159)คดีทั้ง 11 สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกจำเลยสำนวนที่ 1 ถึงที่ 5 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในสำนวนที่ 6 ว่า จำเลยที่ 6 ถึงที่ 9ตามลำดับ และเรียกจำเลยสำนวนที่ 7 ถึงที่ 11 ว่า จำเลยที่ 10ถึงที่ 14 ตามลำดับศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 14 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 คนละ 8 เดือน และปรับคนละ 8,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 13 คนละ 8 เดือน และปรับคนละ6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 12 ที่ 14 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษมีกำหนดระยะเวลาไว้ 2 ปีให้จำเลยทั้ง 14 และบริวารออกจากที่ดินที่เข้าไปยึดถือครอบครองดังกล่าวระหว่างอุทธรณ์ จำเลยที่ 8 ถึงแก่กรรม ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 8ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4ที่ 5 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 14 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 ที่ 6ที่ 7 และที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิวรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 155)จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 จึงยื่นคำร้องนี้(อันดับ 159)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 คนละ 8 เดือน และปรับคนละ 8,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 13 คนละ 8 เดือน และปรับคนละ6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 12 ที่ 14 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะกำหนดระบุวรรคของบทลงโทษจำเลย แต่โทษจำเลยให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เพราะจำเลยไม่มีเจตนาบุกรุกที่ตามฟ้องและที่ตามฟ้องมิได้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาและที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 ฎีกาว่าการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานไม่ชอบประการใด ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 924 - 934/2533พนักงานอัยการจังหวัดนครพนมโจทก์นายคำโจมจี แสนสุภา กับพวกจำเลยนายคำโจมจี แสนสุภา กับพวก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7ผู้ยื่นคำร้องและที่ 9 ถึงที่ 14ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 193, ม. 218, ม. 224ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 ฎีกาศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ไม่รับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 เห็นว่า จำเลยได้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดเนื่องจากการกระทำของจำเลยขาดเจตนาบุกรุกที่พิพาท อีกทั้งที่พิพาทก็มิใช่ที่สาธารณประโยชน์ตามที่โจทก์ฟ้องแต่ประการใด และนอกจากนี้การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 159)คดีทั้ง 11 สำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกจำเลยสำนวนที่ 1 ถึงที่ 5 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในสำนวนที่ 6 ว่า จำเลยที่ 6 ถึงที่ 9ตามลำดับ และเรียกจำเลยสำนวนที่ 7 ถึงที่ 11 ว่า จำเลยที่ 10ถึงที่ 14 ตามลำดับศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 14 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 คนละ 8 เดือน และปรับคนละ 8,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 13 คนละ 8 เดือน และปรับคนละ6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 12 ที่ 14 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษมีกำหนดระยะเวลาไว้ 2 ปีให้จำเลยทั้ง 14 และบริวารออกจากที่ดินที่เข้าไปยึดถือครอบครองดังกล่าวระหว่างอุทธรณ์

จำเลยที่ 8 ถึงแก่กรรม ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 8ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4ที่ 5 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 14 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 ที่ 6ที่ 7 และที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิวรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 155)จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 จึงยื่นคำร้องนี้(อันดับ 159)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 คนละ 8 เดือน และปรับคนละ 8,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 13 คนละ 8 เดือน และปรับคนละ6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 12 ที่ 14 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะกำหนดระบุวรรคของบทลงโทษจำเลย แต่โทษจำเลยให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เพราะจำเลยไม่มีเจตนาบุกรุกที่ตามฟ้องและที่ตามฟ้องมิได้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาและที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 ฎีกาว่าการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานไม่ชอบประการใด ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 14 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

Matter details

Panel of judges
ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2533 (ref. 57556)

ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1เป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลอุ…

Supreme Court Judgment No. 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

Supreme Court Judgment No. 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

Supreme Court Judgment No. 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

Supreme Court Judgment No. 1638/2561

จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาว่า…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up