Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2537 (ref. 58661)

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้รับรองฎีกาผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ ไม่มีเหตุอันควรฎีกา ในข้อเท็จจริงต่อไป จึงไม่รับรองให้ฎีกา ยกคำร้อง ศาลชั้นต้น จึงมีคำสั่งว่าทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์ยกขึ้นเป็นเหตุผลในฎีกามีน้ำหนักเพียงพอที่โจทก์จะชนะคดี และฎีกาโจทก์มีเหตุผลสมควรที่จะได้รับการพิจารณาจากศาลฎีกาจึงขอ อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งที่ไม่รับฎีกาและคำสั่งที่ไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรจะฎีกาได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่แก้ไขใหม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่ดินโจทก์เพื่อแย่งการครอบครองและโค่นต้นยางพารา ขอให้ขับไล่ จำเลย กับบริวารออกจากที่ดินโจทก์โดยห้ามจำเลยกับบริวารเกี่ยวข้อง ในที่ดินและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา และยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกา ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นสั่งคำร้องว่า ฎีกาของโจทก์ไม่มีเหตุอันสมควรฎีกาในข้อเท็จจริงต่อไปจึงไม่รับรองให้ฎีกา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 113,114) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาเกินกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ที่แก้ไขใหม่ประกอบมาตรา 247 รวมสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อสั่ง (อันดับ 117) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าโจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ของศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์คนละวันกับที่โจทก์ยื่นฎีกาโจทก์ทราบคำสั่งไม่รับฎีกาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2537 และยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาในวันที่ 16 มีนาคม 2537 จึงยังไม่พ้นกำหนด15 วัน โจทก์ยื่นคำร้องได้ แต่เห็นว่า คดีนี้ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทและโจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2536 อันเป็นเวลาภายหลังจากวันที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534 มาตรา 18 ใช้บังคับแล้ว จึงต้องบังคับตามกฎหมายใหม่ในขณะที่ โจทก์ยื่นฎีกาซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่นี้บัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดี ได้รับรองไว้หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้" เมื่อฎีกาของโจทก์เป็น ฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวการรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงเป็นอำนาจเฉพาะตัว เมื่อผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ชอบแล้วให้ยกคำร้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 980/2537นายชิตชัย สุวรรณโรจน์โจทก์นายเพ็ง ปานพรหมจำเลยนายชิตชัย สุวรรณโรจน์ โจทก์ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 248 ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้รับรองฎีกาผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ ไม่มีเหตุอันควรฎีกา ในข้อเท็จจริงต่อไป จึงไม่รับรองให้ฎีกา ยกคำร้อง ศาลชั้นต้น จึงมีคำสั่งว่าทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์ยกขึ้นเป็นเหตุผลในฎีกามีน้ำหนักเพียงพอที่โจทก์จะชนะคดี และฎีกาโจทก์มีเหตุผลสมควรที่จะได้รับการพิจารณาจากศาลฎีกาจึงขอ อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งที่ไม่รับฎีกาและคำสั่งที่ไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรจะฎีกาได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่แก้ไขใหม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่ดินโจทก์เพื่อแย่งการครอบครองและโค่นต้นยางพารา ขอให้ขับไล่ จำเลย กับบริวารออกจากที่ดินโจทก์โดยห้ามจำเลยกับบริวารเกี่ยวข้อง ในที่ดินและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา และยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกา ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นสั่งคำร้องว่า ฎีกาของโจทก์ไม่มีเหตุอันสมควรฎีกาในข้อเท็จจริงต่อไปจึงไม่รับรองให้ฎีกา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 113,114) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาเกินกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ที่แก้ไขใหม่ประกอบมาตรา 247 รวมสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อสั่ง (อันดับ 117) คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าโจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ของศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์คนละวันกับที่โจทก์ยื่นฎีกาโจทก์ทราบคำสั่งไม่รับฎีกาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2537 และยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาในวันที่ 16 มีนาคม 2537 จึงยังไม่พ้นกำหนด15 วัน โจทก์ยื่นคำร้องได้ แต่เห็นว่า คดีนี้ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทและโจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2536 อันเป็นเวลาภายหลังจากวันที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534 มาตรา 18 ใช้บังคับแล้ว จึงต้องบังคับตามกฎหมายใหม่ในขณะที่

โจทก์ยื่นฎีกาซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่นี้บัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดี ได้รับรองไว้หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้" เมื่อฎีกาของโจทก์เป็น ฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวการรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงเป็นอำนาจเฉพาะตัว เมื่อผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ชอบแล้วให้ยกคำร้อง

Matter details

Panel of judges
เสมอ อินทรศักดิ์ · นิวัตน์ แก้วเกิดเคน · ดุสิต เพชรปลูก
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

Supreme Court Judgment No. 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

Supreme Court Judgment No. 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

Supreme Court Judgment No. 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

Supreme Court Judgment No. 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up