คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยทั้งสิบ โดยขอให้ใส่ชื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสิบในที่ดินพิพาทเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าโจทก์ฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์และให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้อง จึงเป็นกรณีการอุทธรณ์ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย และคำสั่งศาลชั้นต้น ดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ โปรดมีคำสั่งให้รับคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาไว้พิจารณาต่อไป
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีนี้ไม่ต้องด้วยกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงให้ส่งไปศาลฎีกาศาลฎีกามีคำสั่งว่า "คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์ซึ่งเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ เสียค่าขึ้นศาลใหม่อย่างคดีมีทุนทรัพย์ ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์ จะโต้แย้งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว เป็นการที่มิได้กำหนดหรือคำนวณค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้องตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 ก็ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และเมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนี้ โจทก์ก็ยังไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาโดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ได้ ให้ยกคำร้อง