Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5886/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.มาตราการในการปราบปรามผุ้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ ที่ปรากฏตามหมายเหตุท้าย พ.ร.บ. นี้ว่า เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวนั้นโดยเฉพาะมาตราส่วนโทษสำหรับผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นการเพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลตามมาตรา 10 เป็นมาตรการที่จะกำราบปราบปรามผู้กระทำผิดที่มีหน้าที่ต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นในสังคม จากความมุ่งหมายดังกล่าว ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะอยู่ในระหว่างพักราชการแต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีฐานะเป็นราชการ จึงยังเป็นบุคคลตามมาตรา 10 ที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 Section 10 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 Section 12

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7, 10, 30, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 120 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อขาย แต่ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นกรรมเดียว ลงโทษฐานร่วมมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เมทแอมเฟตามีน) เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขายและขาย จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 คนละ 20 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 วางโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 12 ให้จำคุก 50 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายหลายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กรมตำรวจ ภายใต้การนำของพันตำรวจเอกพิภพ เบี้ยวไข่มุก ได้จับกุมจำเลยทั้งหก โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 40,120 เม็ด ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเพื่อขายและร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 40,000 เม็ด ประการแรกคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 โดยจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ยื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม 2545 โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ข้อ 2.2 ข้อ 3 และข้อ 4 พอสรุปใจความได้ว่า ตามคำให้การของร้อยตำรวจโทวิโรจน์

จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ไม่มีประวัติการขายยาเสพติดมาก่อน ในการจับกุมจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มิได้จับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความ คำให้การของจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามเอกสารหมาย จ.18 จ.19 และ จ.20 มีการข่มขู่และจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ภาพถ่ายที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานไม่มีส่วนที่แสดงว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ส่งมอบยาเสพติด โจทก์จึงไม่มีประจักษ์พยานที่จะลงโทษจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 แต่ฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ดังกล่าวนี้ ต่อมาจำเลยที่ 6 ยื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2545 เป็นทำนองยอมรับผิด แต่ขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบา ซึ่งศาลชั้นต้นสอบจำเลยที่ 6 แล้ว และมีคำสั่งให้รับฎีกาฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2545 เป็นฎีกาของจำเลยที่ 6 ดังนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 6 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามที่ได้โต้แย้งในฎีกาฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม 2545 ถือเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะจำเลยที่ 4 และที่ 5 เท่านั้น ในปัญหานี้โจทก์มีพยานมาเบิกความ 4 ปาก คือพันตำรวจเอกพิภพ เบี้ยวไข่มุก ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ เกษมโกสินทร์ ดาบตำรวจนิพนธ์ วันทากรสกุล และสิบตำรวจตรีองอาจ ชังภัย โดยพันตำรวจเอกพิภพเบิกความว่าพันตำรวจเอกพิภพเป็นผู้ร่วมสืบสวนและจับกุมคดีนี้ พันตำรวจเอกพิภพได้รับแจ้งจากสายลับว่า จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดโดยทั้งสามคนดังกล่าวรับยาเสพติดมาจากจำเลยที่ 1 พันตำรวจเอกพิภพจึงวางแผนล่อซื้อโดยนัดให้สายลับไปนัดกับจำเลยที่ 6 และให้ร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับดาบตำรวจนิพนธ์ปลอมตัวเป็นผู้ซื้อไปกับสายลับ วันนัดคือวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 ตอนเช้าพันตำรวจเอกพิภพประชุมเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อวางแผน ในการเข้าไปเจรจากับจำเลยที่ 6 ของร้อยตำรวจโทวิโรจน์และนายดาบตำรวจนิพนธ์ที่ปั๊มน้ำมันเอสโซ่

พันตำรวจเอกพิภพกับพวกรอสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ ปั๊มน้ำมัน เวลา 10 นาฬิกา จำเลยที่ 6 ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 4 และที่ 5 นั่งซ้อนท้ายทั้งสามคนเข้าไปคุยกับร้อยตำรวจโทวิโรจน์ซึ่งนั่งอยู่ในร้านอาหาร และต่อมาสิบตำรวจตรีองอาจได้เข้าไปร่วมคุยด้วยอีกคนหนึ่ง พันตำรวจเอกพิภพเห็นร้อยตำรวจโทวิโรจน์เดินนำจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปที่รถยนต์กระบะโดยมีสิบตำรวจตรีองอาจเดินตามไปด้วย พันตำรวจเอกพิภพเชื่อว่าร้อยตำรวจโทวิโรจน์พาจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปดูเงิน จากนั้นร้อยตำรวจโทวิโรจน์ จำเลยที่ 5 และที่ 6 เดินกลับมาที่ร้านอาหาร ส่วนสิบตำรวจตรีองอาจไม่ได้ตามมา และจำเลยที่ 5 และที่ 6 ก็ขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกไป ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ออกจากร้านอาหารโดยนั่งรถยนต์กระบะซึ่งมีสิบตำรวจตรีองอาจเป็นผู้ขับ

ส่วนดาบตำรวจนิพนธ์กับจำเลยที่ 4 พากันไปนั่งรถยนต์เก๋งที่มีดาบตำรวจนิพนธ์เป็นผู้ขับ ระหว่างนั้นพันตำรวจเอกพิภพได้รับแจ้งทางวิทยุจากร้อยตำรวจโทวิโรจน์ว่าได้เปลี่ยนจุดรับยาเสพติดให้โทษเป็นที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ซึ่งเขียนป้ายหน้าปั๊มน้ำมันว่า ใหญ่ที่สุดภาคเหนือ ซึ่งพันตำรวจเอกพิภพรู้จัก ร้อยตำรวจโทวิโรจน์แจ้งอีกว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 ขับรถจักรยานยนต์ออกไปเพื่อไปเอายาเสพติดให้โทษมาส่งที่ปั๊มน้ำมันดังกล่าว พันตำรวจเอกพิภพวิทยุแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจให้ตามไปที่ปั๊มน้ำมันดังกล่าว เมื่อไปถึงปั๊มน้ำมันพันตำรวจเอกพิภพเห็นร้อยตำรวจโทวิโรจน์ ดาบตำรวจนิพนธ์ สายลับ และจำเลยที่ 4 นั่งคุยกันอยู่ในร้านอาหารในปั๊ม ต่อมาดาบตำรวจนิพนธ์

สายลับ และจำเลยที่ 4 นั่งรถยนต์เก๋งออกจากปั๊มน้ำมันมุ่งหน้าไปทางสลกบาตร ส่วนร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับสิบตำรวจตรีองอาจนั่งรถยนต์กระบะตามไป ระหว่างนั้นร้อยตำรวจโทวิโรจน์วิทยุแจ้งว่ามีการพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งให้ไปรับของที่ปั๊มน้ำมันตราดาว ซึ่งตั้งอยู่ในตัวอำเภอขาณุวรลักษบุรี เนื่องจากที่เดิมไม่ปลอดภัย พันตำรวจเอกพิภพขับรถไปจอดเลยปั๊มน้ำมันดังกล่าว และเห็นรถยนต์เก๋งคันที่ดาบตำรวจนิพนธ์ขับแล่นเข้าไปในปั๊มน้ำมันแล้วต่อมามีรถยนต์กระบะคันที่ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ขับแล่นตามเข้าไป จนเวลา 12 นาฬิกา พันตำรวจเอกพิภพได้รับแจ้งทางวิทยุจากสิบตำรวจตรีองอาจว่าได้รับของเรียบร้อยแล้ว จึงวิทยุแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งสังเกตการณ์อยู่นอกปั๊มน้ำมันเข้าจับกุม

เมื่อเข้าไปในสำนักงานของปั๊มน้ำมันร้อยตำรวจโทวิโรจน์ซึ่งเดินไปมาที่หน้าสำนักงานชี้ให้จับจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในสำนักงาน ส่วนเจ้าพนักงานตำรวจอื่นแยกกันจับจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งอยู่ที่ม้าหินหน้าสำนักงานและต่อมาจับจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่หน้าสำนักงานได้อีก ส่วนจำเลยที่ 4 ดาบตำรวจนิพนธ์บอกว่าอยู่ที่ตลาด พันตำรวจเอกพิภพจึงให้ไปจับมา สิบตำรวจตรีองอาจบอกพันตำรวจเอกพิภพว่าได้รับยาเสพติด 200 ถุง จากจำเลยที่ 3 ไว้ในรถยนต์กระบะ ได้ค้นสำนักงานของปั๊มน้ำมันพบยาเสพติดให้โทษอีก 120 เม็ด และพบสิ่งของรวมทั้งเงินสดจำนวน 500,000 บาท อยู่ในตู้เซฟและจำนวน 109,400 บาท อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งข้อหาว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายยาเสพติด

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่ายาเสพติดให้โทษจำนวน 120 เม็ด เป็นของตน ซึ่งมีไว้เพื่อขายให้แก่ลูกค้ารายย่อย ส่วนจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การรับสารภาพ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์เบิกความว่าเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 พันตำรวจเอกพิภพเรียกร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับพวกเข้าพบ และแจ้งว่าได้รับแจ้งจากสายลับแจ้งว่าจำเลยทั้งหกค้ายาเสพติดให้โทษและได้วางแผนจับกุมโดยใช้วิธีล่อซื้อ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจาโดยไปกับสายลับและดาบตำรวจนิพนธ์ วันนัดคือวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 สายลับให้ชายคนหนึ่งไปตามจำเลยที่ 6 มาพบร้อยตำรวจโทวิโรจน์ สายลับและนำร้อยตำรวจโทวิโรจน์ให้รู้จักจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 โดยบอกว่าร้อยตำรวจโทวิโรจน์เป็นบุคคลที่จะมาซื้อยาเสพติดให้โทษ

จากการเจรจากันจำเลยที่ 6 บอกว่าของมาแล้ว 200 ถุง ราคาถุงละ 6,500 บาท จำเลยที่ 6 บอกขอดูเงินก่อน ร้อยตำรวจโทวิโรจน์นัดเป็นวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 โดยจำเลยที่ 6 กับพวกกำหนดสถานที่เป็นปั๊มน้ำมันเอสโซ่ เวลา 14 นาฬิกา และมีข้อแม้ว่าต้องตรวจเงินก่อน ร้อยตำรวจโทวิโรจน์บอกว่าดูเงินแล้วไม่เห็นของสักที จำเลยที่ 6 บอกว่าไม่ต้องห่วง ของนี้เป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันอยู่ที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี และมอบให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้จัดการ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ได้รายงานพันตำรวจเอกพิภพ วันที่ 19 กรกฎาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจได้พากันเดินทางมาพักที่จังหวัดตากซึ่งใกล้จุดนัด วันที่ 20 กรกฎาคม 2538 ตอนเช้ามีการประชุมวางแผนกันโดยให้ร้อยตำรวจโทวิโรจน์และสิบตำรวจตรีองอาจนำเงินสดจำนวน 1,300,000 บาท

ใส่ในรถยนต์กระบะไปจอดรออยู่ในปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ดาบตำรวจนิพนธ์กับสายลับขับรถยนต์เก๋งอีกคันหนึ่งมาด้วยไปถึงที่นัดเวลา 9.30 นาฬิกา ร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับพวกเข้าไปรออยู่ในร้านอาหารซึ่งอยู่ในปั๊มน้ำมัน ส่วนดาบตำรวจนิพนธ์กับสายลับขับรถแยกไปตามจำเลยที่ 6 กับพวก ต่อมาจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เข้ามาและมาคุยกับร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับพวก จากนั้นดาบตำรวจนิพนธ์กับสายลับเข้ามานั่งที่โต๊ะอาหารด้วย ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ถามจำเลยที่ 6 ว่าพร้อมไหม จำเลยที่ 6 บอกพร้อมแล้ว ร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับสิบตำรวจตรีองอาจจึงพาจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปดูเงินที่รถยนต์กระบะ ส่วนจำเลยที่ 4 ดาบตำรวจนิพนธ์และสายลับนั่งรอ

ร้อยตำรวจโทวิโรจน์เปิดกระเป๋าให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ตรวจดูเงิน จำเลยที่ 5 และที่ 6 พอใจ เมื่อเดินกลับไปที่โต๊ะอาหาร ร้อยตำรวจโทวิโรจน์จึงบอกให้รีบเอาของมาส่งที่นี่เลยจะรีบกลับ จำเลยที่ 6 บอกว่าต้องไปเอาของที่ปั๊มน้ำมัน ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ขอเปลี่ยนสถานที่เป็นปั๊มน้ำมัน ปตท. ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ จำเลยที่ 6 กับพวกตกลงโดยให้จำเลยที่ 4 ไปกับร้อยตำรวจโทวิโรจน์ ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 จะรีบไปนำของมาให้ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์มอบหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนให้แก่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ด้วย หลังจากนั้นร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับสิบตำรวจตรีองอาจขับรถยนต์กระบะโดยดาบตำรวจนิพนธ์กับสายลับขับรถยนต์เก๋งตามหลัง ขณะเดินทางร้อยตำรวจโทวิโรจน์ได้รายงานพันตำรวจเอกพิภพ

เมื่อถึงที่นัดได้พากันนั่งรอจำเลยที่ 5 และที่ 6 ที่ร้านอาหารในปั๊มน้ำมัน ต่อมาจำเลยที่ 6 โทรศัพท์แจ้งขอเปลี่ยนสถานที่เป็นปั๊มน้ำมันตราดาวเนื่องจากที่นัดเดิมไม่ปลอดภัย ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ได้ขอพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งยืนยันว่าที่นัดเดิมไม่ปลอดภัย ร้อยตำรวจโทวิโรจน์บอกไปไม่ถูก จำเลยที่ 1 บอกจะให้จำเลยที่ 6 มารับเพื่อนำทาง ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ตกลง ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ถามจำเลยที่ 4 ว่าพาไปได้ไหม จำเลยที่ 4 บอกพาไปได้ จำเลยที่ 4 และดาบตำรวจนิพนธ์จึงเดินทางโดยรถเก๋งนำหน้า ส่วนร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับสิบตำรวจตรีองอาจขับรถยนต์กระบะตามไป ระหว่างทางร้อยตำรวจโทวิโรจน์ได้รายงานพันตำรวจเอกพิภพซึ่งบอกจะขับรถไปดูลาดเลาล่วงหน้าก่อน

ก่อนถึงสี่แยกสลกบาตร ได้สวนทางกับจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 6 จอดรถจักรยานยนต์และจำเลยที่ 4 ลงจากรถยนต์เก๋งของดาบตำรวจนิพนธ์ไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จำเลยที่ 6 ซึ่งนำหน้ารถยนต์เก๋งของดาบตำรวจนิพนธ์ไป เมื่อลงสะพานข้ามแม่น้ำจำเลยที่ 6 จอดให้จำเลยที่ 4 ลงแล้วขับต่อไป เมื่อถึงปั๊มน้ำมันตราดาว จำเลยที่ 6 ขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในปั๊มน้ำมัน ดาบตำรวจนิพนธ์ขับรถยนต์เก๋งเข้าไปในปั๊มน้ำมันและอ้อมด้านหลังซึ่งเป็นทางออก ส่วนร้อยตำรวจโทวิโรจน์จอดรถกระบะตรงบริเวณข้างสำนักงานด้านซ้าย หลังจากนั้นดาบตำรวจนิพนธ์ขับรถยนต์เก๋งมาต่อท้ายรถยนต์กระบะของร้อยตำรวจโทวิโรจน์ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ลงจากรถ จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งนั่งอยู่บริเวณม้าหินพาร้อยตำรวจโทวิโรจน์เข้าไปในสำนักงานพบจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 2 ถามว่าเงินเตรียมมาพร้อมหรือยัง

ร้อยตำรวจโทวิโรจน์บอกพร้อมแล้ว และจำเลยที่ 6 ก็ยืนยัน ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ถามว่าของมีเท่าใด จำเลยที่ 1 บอกว่ามี 200 ถุง เมื่อร้อยตำรวจโทวิโรจน์บอกให้เอาของมา จำเลยที่ 1 บอกขอดูลาดเลาก่อนและเดินออกจากสำนักงานโดยมีจำเลยที่ 2 เดินตาม ร้อยตำรวจโทวิโรจน์และจำเลยที่ 6 ก็เดินตามออกมาด้วย จำเลยที่ 6 เดินทางไปนั่งที่ม้าหินกับจำเลยที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 1 ก็เดินไปพูดกับเด็กปั๊มน้ำมัน จำเลยที่ 2 ตรวจดูลาดเลาบริเวณรอบๆ แล้วจำเลยที่ 1 เดินกลับเข้าไปที่สำนักงานโดยจำเลยที่ 2 และร้อยตำรวจโทวิโรจน์เดินตามเข้าไป จำเลยที่ 2 พูดว่าไม่มีอะไรให้ของไปเถอะ จำเลยที่ 1 พูดว่าคุณไม่ต้องยุ่งให้ไปดูลาดเลา เดี๋ยวจะให้อำพิณ (หมายถึงจำเลยที่ 3)

จัดการ และพูดว่าขอดูอีกทีก่อน จำเลยที่ 1 เดินออกจากสำนักงานไปที่รถยนต์กระบะที่สิบตำรวจตรีองอาจจอดอยู่ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ตามไปด้วย จำเลยที่ 1 เดินดูรอบๆ รถและดึงกระบะท้ายรถแต่ไม่ออก สิบตำรวจตรีองอาจขับรถยนต์กระบะไปจอดหลังปั๊มน้ำมัน ระหว่างเดินเข้าสำนักงานจำเลยที่ 2 เดินสวนออกมา ขณะอยู่กับร้อยตำรวจโทวิโรจน์ในสำนักงาน จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่นอกสำนักงานให้ไปนำถุงที่อยู่ท้ายรถยนต์เอ็นวีไปให้คนที่อยู่ในรถยนต์กระบะ จำเลยที่ 3 ออกจากสำนักงานไปหยิบของที่อยู่ท้ายรถยนต์เอ็นวี และนำไปที่รถยนต์กระบะ ต่อมาอีก 5 นาที พันตำรวจเอกพิภพกับพวกก็เข้าจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต่อมาดาบตำรวจนิพนธ์ได้จับกุมจำเลยที่ 4 ปรากฏว่าของที่รับจากจำเลยที่ 3 เป็นยาเสพติดให้โทษจำนวน 200 ถุง

ตรวจค้นสำนักงานแล้วพบของต่างๆ รวมทั้งยาเสพติดให้โทษอีก 120 เม็ด ส่วนพยานโจทก์อีก 2 ปาก คือ ดาบตำรวจนิพนธ์และสิบตำรวจตรีองอาจเบิกความทำนองเดียวกับร้อยตำรวจโทวิโรจน์ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้ประวัติการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จะไม่ปรากฏ และโจทก์ไม่มีสายลับมาสืบประกอบอีกทั้งตามภาพถ่ายไม่มีภาพถ่ายจำเลยที่ 4 และที่ 5 มอบยาเสพติดให้โทษ แต่ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ปากร้อยตำรวจโทวิโรจน์ ดาบตำรวจนิพนธ์และสิบตำรวจตรีองอาจก็ยืนยันได้แน่นอนว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 6 เจรจาซื้อเมทแอมเฟตามีนกับร้อยตำรวจโทวิโรจน์มาแต่ต้น โดยจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 นั่งรถจักรยานยนต์คันเดียวกันซ้อนท้ายกันมา โดยเฉพาะจำเลยที่ 6 เป็นคนขอดูเงินที่จะซื้อและนัดหมายส่งมอบของรวมทั้งแนะนำให้ร้อยตำรวจโทวิโรจน์รู้จักจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งยืนยันต่อจำเลยที่ 1 ถึงความพร้อมของเงินที่จะนำมาซื้อยาเสพติดให้โทษ

คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงยืนยันได้ว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำความผิด ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ที่อ้างว่าการลงชื่อในคำให้การของจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีการข่มขู่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและจำเลยที่ 4 และที่ 5 รู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้อย่างมั่นคงว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำความผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา ฎีกาจำเลยที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไปโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในฎีกาข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และข้อ 3 พอสรุปใจความว่า ตามพยานหลักฐานโจทก์ การกระทำความผิดคดีนี้เป็นการล่อซื้อผ่านจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 โดยไม่มีพยานหลักฐานส่วนใดพาดพิงถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย

ศาลฎีกาเห็นว่า เฉพาะคำเบิกความของพยานโจทก์ปากร้อยตำรวจโทวิโรจน์ ดาบตำรวจนิพนธ์ และสิบตำรวจตรีองอาจก็สามารถยืนยันได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวโยงกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษคดีนี้ กล่าวคือ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์เบิกความว่า ในการเจรจากับจำเลยที่ 6 เมื่อร้อยตำรวจโทวิโรจน์ขอดูของจำเลยที่ 6 ก็บอกว่าไม่ต้องห่วงของเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันมอบให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้จัดการ และเมื่อจำเลยที่ 6 ขอเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบและชำระเงิน จำเลยที่ 6 ก็ให้ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ได้พูดกับจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์โดยอ้างว่าที่เดิมไม่ปลอดภัย เมื่อถึงที่นัดหมายแล้ว จำเลยที่ 6 ก็แนะนำจำเลยที่ 1 แก่ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ และจำเลยที่ 1 ถามร้อยตำรวจโทวิโรจน์ว่าเงินพร้อมหรือไม่ ในการเดินดูลาดเลาของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เดินตามและช่วยเดินดูลาดเลาบริเวณรอบๆ

พร้อมทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้บอกจำเลยที่ 1 เองว่าไม่มีอะไรให้มอบของไปเถอะ ซึ่งคำเบิกความของร้อยตำรวจโทวิโรจน์ส่วนนี้มีคำเบิกความของดาบตำรวจนิพนธ์ สิบตำรวจตรีองอาจสนับสนุน ข้อเท็จจริงน่ารับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีส่วนกระทำความผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในข้อ 4 ว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถูกสั่งพักราชการ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดจึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

พ.ศ.2534 ปรากฏตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัตินี้ว่า เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวนั้นโดยเฉพาะ มาตราส่วนโทษสำหรับผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นการเพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลตามมาตรา 10 เห็นได้ว่าเป็นมาตรการที่จะกำราบปราบปรามผู้กระทำผิดที่มีหน้าที่ต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นในสังคม จากความมุ่งหมายดังกล่าว ในเมื่อคำนึงว่าแม้จำเลยที่ 2 จะอยู่ในระหว่างพักราชการ แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีฐานะเป็นข้าราชการอยู่มีหน้าที่ต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน จำเลยที่ 2 จึงยังเป็นบุคคลตามมาตรา 10 ที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดตามกฎหมาย แต่โทษจำคุกอย่างสูงที่สุดต้องไม่เกินห้าสิบปีชอบแล้ว

ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาโจทก์ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการและมิใช่เพียงผู้สนับสนุนดังข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ในข้อนี้จำเลยที่ 3 ไม่ฎีกาแต่แก้ฎีกาเป็นใจความว่า จำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิด

ศาลฎีกาเห็นว่าแม้จำเลยที่ 3 จะมิได้ฎีกา แต่การกระทำของจำเลยที่ 3 เกี่ยวเนื่องกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งฎีกาขึ้นมาประกอบกับโจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นตัวการ ซึ่งการวินิจฉัยฎีกาโจทก์จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นก่อนว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 หรือไม่ จึงเป็นข้อที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยข้อนี้ได้ แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้ฎีกาขึ้นมาในข้อนี้ พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 คือจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นคนนำยาเสพติดให้โทษซึ่งอยู่ในถุงที่อยู่ท้ายรถยนต์เอ็นวีไปส่งให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า

จำเลยที่ 3 เป็นเพียงลูกจ้างจำเลยที่ 1 โดยเป็นเสมียนอยู่ภายในปั๊มน้ำมันเกิดเหตุ ไม่น่าที่จำเลยที่ 1 จะวางใจถึงขนาดบอกให้ล่วงรู้ว่า ถุงที่จำเลยที่ 1 สั่งให้ไปมอบแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่มาล่อซื้อยาเสพติดให้โทษจะเป็นถุงที่บรรจุยาเสพติด อีกทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ก็ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

อนึ่ง วัตถุออกฤทธิ์ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายในคดีนี้คือเมทแอมเฟตามีน ซึ่งภายหลังการกระทำความผิดได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กำหนดในบัญชีท้ายประกาศฉบับดังกล่าวให้เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 มีผลให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 ซึ่งต่อมามีการแก้ไขโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 แต่โทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 เบากว่าโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษทั้ง 2 ฉบับ จึงต้องใช้พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณ และที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มานั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสมแล้วจึงไม่มีเหตุจะกำหนดโทษให้เบาลงตามฎีกาของจำเลยที่ 6 ฎีกาของจำเลยที่ 6 ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
วิชัย วิวิตเสวี · เกรียงชัย จึงจตุรพิธ · สำรวจ อุดมทวี
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 875/2568

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่ง…

Supreme Court Judgment No. 434/2568

กรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็…

Supreme Court Judgment No. 6887/2568

จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตร…

Supreme Court Judgment No. 8589/2561

โจทก์บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งว่า จำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กับมีคำขอท้ายคำฟ้อง ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 และขอให้ระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น…

Supreme Court Judgment No. 20024/2556

การที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 นั้น ต้องได้ความว่าเป็นกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ หรือข้าราชการ ห…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up