Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 590/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

บันทึกที่จ. ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินใจความว่าที่ดินพิพาทมีชื่อฉ. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ซึ่งได้ตายไปแล้ววันนี้(วันที่2ธันวาคม2530)ทายาทของผู้ตายคือจำเลยได้มายื่นเรื่องราวขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้ของฉ. จ.ได้รับทราบเรื่องราวและประกาศขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้โดยตลอดแล้วจ. เป็นทายาทของผู้ตายมีสิทธิที่จะได้รับมรดกที่ดินแปลงนี้ด้วยแต่จ. ไม่ประสงค์จะขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้แต่อย่างใดและยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้แต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้ถ้อยคำของจ.เป็นบันทึกที่เจ้าพนักงานที่ดินปฏิบัติไปตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา81ประกอบกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่24(พ.ศ.2516)ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ.2497ซึ่งถ้อยคำของจ. ดังกล่าวไม่ใช่กรณีทายาทสละมรดกตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1612เพราะการสละมรดกตามมาตรานี้หมายถึงการสละส่วนหนึ่งของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใดแต่บันทึกถ้อยคำของนายจำรัสดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความมีผลบังคับได้ตามมาตรา850,852และ1750ทั้งตามโฉนดที่ดินพิพาทก็ปรากฏว่าระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอนเสร็จสิ้นอันถือได้ว่าจำเลยผู้มีชื่อในโฉนดได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้โดยสมบูรณ์ตามกฎหมายที่ดินแล้วโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของจ. จึงไม่มีสิทธิฟ้องแบ่งที่ดินแปลงนี้จากจำเลย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจำรัส ธรรมสฤษฎ์ นายจำรัสและจำเลยเป็นบุตรของนางเฉาะ วิจารณ์ นางเฉาะเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3792ตำบลธรรมศาลา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 7 ไร่3 งาน 80 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 187 หมู่ที่ 1 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว ต่อมา พ.ศ. 2527 นางเฉาะถึงแก่ความตายบิดามารดาของโจทก์ทั้งสองพร้อมทั้งโจทก์ทั้งสองและจำเลยยังคงอาศัยอยู่บ้านดังกล่าวตลอดมาจนกระทั่ง พ.ศ. 2534 นายจำรัสถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองและมารดากับจำเลยยังคงพักอาศัยร่วมกันในบ้านและที่ดินดังกล่าวตลอดมา ต่อมาโจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยจัดการแบ่งที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางเฉาะ ในส่วนที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิจะได้รับตามกฎหมาย โดยโจทก์ทั้งสองจะรับส่วนแบ่งเป็นที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา

ราคาประมาณ1,600,000 บาท แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3792 ตำบลธรรมศาลาอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ให้แก่โจทก์ทั้งสองรวมเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การว่า นางเฉาะ วิจารณ์ ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2527 โดยก่อนตายนางเฉาะได้บอกยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3792 ตามฟ้องให้แก่จำเลยผู้เดียวซึ่งนายจำรัสบิดาของโจทก์ทั้งสองรับรู้ด้วย หลังจากจัดการศพนางเฉาะแล้วจำเลยครอบครองที่ดินดังกล่าวทั้งหมดตลอดมาโดยยึดถือครอบครองเพื่อตนด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ส่วนนายจำรัสยังคงอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 187 หมู่ที่ 1 ในฐานะเป็นผู้อาศัย

มิได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 3792 โดยเจตนาเป็นเจ้าของ วันที่ 2 ธันวาคม 2530นายจำรัสยื่นเรื่องราวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมยกสิทธิของตนที่มีในทรัพย์มรดกของนางเฉาะถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3792 ดังกล่าวครึ่งหนึ่งให้แก่จำเลยทั้งหมด จำเลยจึงได้จดทะเบียนรับโอนมรดกของนางเฉาะคือที่ดินโฉนดเลขที่ 3792เป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว มิใช่ทรัพย์มรดกของนางเฉาะอีกต่อไป โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าวและหลังจากนางเฉาะถึงแก่ความตาย นายจำรัสมิได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 3792 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกโดยเจตนาเป็นเจ้าของและโจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อขอแบ่งที่ดินแปลงนี้ภายในกำหนด 1 ปีนับแต่นางเฉาะถึงแก่ความตาย

คดีของโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้องในชั้นพิจารณาโจทก์ทั้งสองและจำเลยแถลงรับกันว่านางเฉาะ วิจารณ์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3792ตามฟ้อง นางเฉาะมีบุตร 2 คน คือนายจำรัส ธรรมสฤษฎ์ และจำเลยนายจำรัสมีภรรยาชื่อนางเสวก ธรรมสฤษฎ์ และมีบุตร 3 คนคือโจทก์ทั้งสองและนางสาวทองสุข ธรรมสฤษฎ์ ภรรยาและบุตรของนายจำรัสมีชีวิตอยู่ทุกคน หลังจากนางเฉาะถึงแก่กรรมแล้วในวันที่ 2 ธันวาคม 2530 นายจำรัสทำบันทึกถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าไม่ประสงค์จะขอรับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวและยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้เพียงผู้เดียวตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.1 (ตรงกับเอกสารหมาย ล.5)โจทก์ทั้งสองและจำเลยขอสละประเด็นพิพาททั้งหมด และขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า

เมื่อนายจำรัสทำบันทึกดังกล่าวแล้วโจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องแบ่งที่ดินดังกล่าวจากจำเลยได้หรือไม่เพียงใด โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่สืบพยานศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ ทั้ง สอง อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3792 ตำบลธรรมศาลา อำเภอเมืองนครปฐมจังหวัดนครปฐม ให้แก่โจทก์ทั้งสองกึ่งหนึ่งเป็นเนื้อที่ 3 ไร่3 งาน 90 ตารางวา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลย ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีข้อเดียวว่า เมื่อนายจำรัสบิดาของโจทก์ทั้งสองทำบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.1 (ตรงกับเอกสารหมาย ล.5) แล้วโจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องแบ่งที่ดินตามฟ้องอันเป็นทรัพย์มรดกของนางเฉาะจากจำเลยได้หรือไม่เพียงใด

เห็นว่า ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.1(ตรงกับเอกสารหมาย ล.5) เป็นบันทึกที่นายจำรัส ธรรมสฤษฎ์ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมมีใจความสำคัญว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3792 ตำบลธรรมศาลา อำเภอเมืองนครปฐมจังหวัดนครปฐม มีชื่อนางเฉาะ วิจารณ์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ซึ่งได้ตายไปแล้ว วันนี้ (วันที่ 2 ธันวาคม 2530) ทายาทของผู้ตายคือจำเลยได้มายื่นเรื่องราวขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้ของนางเฉาะนายจำรัสได้รับทราบเรื่องราวและประกาศขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้โดยตลอดแล้ว นายจำรัสเป็นทายาทของผู้ตาย มีสิทธิที่จะได้รับมรดกที่ดินแปลงนี้ด้วย แต่นายจำรัสไม่ประสงค์จะขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้แต่อย่างใด และยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้แต่เพียงผู้เดียว

ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าถ้อยคำของนายจำรัสเป็นบันทึกที่เจ้าพนักงานที่ดินปฏิบัติไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 81 ประกอบกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 24(พ.ศ. 2516) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ. 2497 ซึ่งถ้อยคำของนายจำรัสดังกล่าวไม่ใช่กรณีทายาทสละมรดกตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612เพราะการสละมรดกตามมาตรานี้หมายถึงการสละส่วนหนึ่งของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใด แต่บันทึกถ้อยคำของนายจำรัสดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความ มีผลบังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850, 852 และ 1750ทั้งตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.4 ซึ่งจำเลยได้ส่งศาลในวันชี้สองสถานโดยโจทก์ทั้งสองไม่คัดค้านความถูกต้องก็ปรากฏว่าระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอนเสร็จสิ้น อันถือได้ว่าจำเลยผู้มีชื่อในโฉนดได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้โดยสมบูรณ์ตามกฎหมายที่ดินแล้วโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายจำรัสจึงไม่มีสิทธิฟ้องแบ่งที่ดินแปลงนี้จากจำเลยพิพากษากลับ ให้ยก ฟ้อง

Matter details

Panel of judges
อำนวย สุขพรหม · ปรีชา นาคพันธุ์ · ระพินทร บรรจงศิลป
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 15721/2558

ตามบันทึกถ้อยคำไม่รับมรดกที่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง และ ก. ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินมีใจความสำคัญว่า ที่ดินพิพาทที่มีชื่อ ว. เจ้ามรดกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ อ. สามีของ ว. ได้มายื่นเรื่องราวขอรับมรด…

Supreme Court Judgment No. 4921/2552

การสละมรดกมี ป.พ.พ. มาตรา 1612 บัญญัติให้กระทำได้ 2 แบบคือ แสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ คำว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 หมายถ…

Supreme Court Judgment No. 1692/2548

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ล. สละมรดกส่วนของตนให้แก่โจทก์เท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแบ่งปันมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมาตรา 1750 ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ บันทึกคำให้กา…

Supreme Court Judgment No. 4236/2541

ที่โจทก์ฎีกาว่า ข้อความตามบันทึกข้อตกลงเป็นการ แสดงเจตนามอบหมายให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินแทนทายาททุกคน หาได้เป็นการยกทรัพย์มรดกที่ดิน ให้จำเลยนั้น ฎีกาโจทก์เป็นการแปลความหมายข้อคว…

Supreme Court Judgment No. 2188/2532

โจทก์จำเลยได้เจรจากันเรื่องทรัพย์มรดกของบิดามารดา ฝ่ายจำเลยเสนอให้โคแก่โจทก์ 3 ตัวเท่านั้น ฝ่ายโจทก์ยืนยันจะขอแบ่งที่นาด้วย และโจทก์จำเลยลงชื่อไว้ในบันทึก เช่นนี้ ถือว่าบันทึกดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up