Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6045/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่จำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างที่โจทก์ขออนุญาตฎีกา เป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้เพราะเหตุจำเลยถึงแก่ความตาย ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคสอง การยึดทรัพย์สินของจำเลยจึงยังไม่สิ้นสุด เมื่อผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทของจำเลยได้ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องเข้ามาในคดีนี้ และศาลชั้นต้นไต่สวนจนสิ้นกระแสความทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในประเด็นว่า ทรัพย์สินที่ยึดไว้ในคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่แล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 13/2561)

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 Section 32

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สิน 2 รายการ ได้แก่ เงินสด 522,400 บาท และสร้อยคอลายโซ่ 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 15.1 กรัม ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 27, 29, 31 ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินสด 522,400 บาท สร้อยคอทองลายโซ่ 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 15.1 กรัม ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายหวิน จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 356/2556 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรนายูงจับกุมจำเลยพร้อมยึดเงินสด 522,400 บาท และสร้อยคอทองคำ 1 เส้น เป็นของกลาง โดยแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่าเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องดำเนินคดีแก่จำเลย ครั้นวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 20 ปี และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างนั้นคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยว่า

ทรัพย์สินทั้งสองรายการเป็นทรัพย์สินที่ได้มาเกินฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจการอย่างอื่นโดยสุจริต และเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินทั้งสองรายการ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวเป็นคดีนี้ ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องคดีอาญา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีนี้ชั่วคราวระหว่างรอฟังผลว่าพนักงานอัยการโจทก์จะยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาคดีอาญาหรือไม่ ในวันที่ 28 มิถุนายน 2557 ระหว่างรอฟังผลจำเลยถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งศาลฎีกาที่ให้จำหน่ายคดีคำร้องขออนุญาตฎีกาของพนักงานอัยการโจทก์อันเนื่องจากจำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้งสองรายการ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า กรณีที่จำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกา ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นคดีหลักที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง ซึ่งทำให้การยึดทรัพย์สินของจำเลยสิ้นสุดลงหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างที่โจทก์ขออนุญาตฎีกา เป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้เพราะเหตุจำเลยถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคสอง การยึดทรัพย์สินของจำเลยจึงยังไม่สิ้นสุด เมื่อผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทของจำเลยได้ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องเข้ามาในคดีนี้ และศาลชั้นต้นไต่สวนจนสิ้นกระแสความทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในประเด็นว่า ทรัพย์สินที่ยึดไว้ในคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่แล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า สมควรริบทรัพย์สินทั้งสองรายการนี้ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือไม่ โดยผู้ร้องนำสืบว่า จากการสอบคำให้การของจำเลยได้ความว่าจำเลยประกอบอาชีพรับจ้างตัดผม และเย็บเสื้อผ้ามีรายได้รวมกันเฉลี่ยวันละ 600 บาท นอกจากนี้ยังมีรายได้จากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเดือนละ 1,400 บาท สำหรับเงินสดที่ถูกยึดไว้เป็นเงินของผู้คัดค้าน 300,000 บาท ส่วนอีก 222,400 บาท เป็นเงินสะสมของจำเลย โดยมีบางส่วนนำไปซื้อสร้อยคอทองคำที่ถูกยึดไว้ด้วย แต่คณะกรรมตรวจสอบทรัพย์สินมีความเห็นว่า ทรัพย์สินทั้งสองรายการเป็นทรัพย์สินที่ได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจการอย่างอื่นโดยสุจริต และเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินดังกล่าว

เห็นว่า ผู้คัดค้านนำสืบเพียงว่า จำเลยได้รับเงินจากทางราชการในฐานะเป็นผู้เข้าร่วมพัฒนาชาติไทยในปีที่จำเลยถูกจับกุม 225,000 บาท ส่วนเงินสดที่ถูกยึดจำนวน 522,400 บาท เป็นของผู้คัดค้าน 300,000 บาท ก็ได้ความตามใบสรุปยอดบัญชีรายชื่อผู้เข้าร่วมพัฒนาชาติไทยว่า เงินที่จำเลยได้รับความช่วยเหลือดังกล่าวโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยบัญชีเลขที่ 401 - 3 - 11xxx - x แต่ผู้คัดค้านเบิกความตอบผู้ร้องถามค้านว่า ผู้คัดค้านไม่ได้ตรวจสอบบัญชีธนาคารว่ามีเงินจำนวนดังกล่าวอยู่หรือไม่ และผู้คัดค้านก็มิได้นำบัญชีธนาคารของจำเลยมาแสดงต่อศาลเพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวทางบัญชีว่า จำเลยมีเงินสะสมมาโดยตลอดสอดคล้องกับจำนวนเงินที่ถูกยึดไว้

นอกจากนี้ยังได้ความตามทางนำสืบของผู้คัดค้านต่อไปอีกว่า ผู้คัดค้านก็มีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารเช่นกัน ผู้คัดค้านสามารถนำเงินจำนวน 300,000 บาท เข้าฝากในบัญชีของตนเองได้ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า มีขโมยขึ้นบ้านจึงนำเงินฝากไว้กับจำเลยจึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ตรงกันข้ามกลับได้ความจากคำเบิกความของนางสมพร มารดาผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านไปพักกับจำเลยและนำเงินของพยานจำนวน 280,000 บาท ไปด้วย จึงขัดแย้งกันเอง ทำให้น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านและนางสมพรต่างเบิกความเพื่อจะอ้างว่าเงินจำนวน 300,000 บาท ไม่ใช่เงินของจำเลยเท่านั้น ส่วนสร้อยคอทองคำนั้น ก็ได้ความว่า จำเลยประกอบอาชีพรับจ้างตัดผมและเย็บเสื้อผ้าบริเวณใต้ถุนบ้านของจำเลยเอง เป็นบ้านตามชนบททั่ว

ๆ ไปไม่เป็นย่านชุมนุมชน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะมีรายได้สม่ำเสมอทุกวันเฉลี่ยวันละ 600 บาท เพียงพอที่จะมีเงินเก็บสะสมซื้อสร้อยคอทองคำได้ พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบมาจึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินทั้งสองรายการไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือจำเลยได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาโดยสุจริต หรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิขอคืนทรัพย์ดังกล่าว ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า มีการควบคุมจำเลยไว้เกิน 3 วัน เป็นการไม่ชอบ การยึดทรัพย์สินจึงไม่ชอบเช่นกันนั้น เป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย มีผลอย่างเดียวกับการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)

ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาริบทรัพย์สินทั้งสองรายการให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
วรงค์พร จิระภาค · ชูชีพ ปิณฑะสิริ · ชัยเจริญ ดุษฎีพร
Lower court
ศาลจังหวัดอุดรธานี - นางสาววรรณวิภา เชาวภานันท์
ศาลอุทธรณ์ - นายทรงพล สงวนพงศ์
Supreme Court black case no.
อ.3665/2559
Trial court black case no.
ขร5/2557
Trial court red case no.
ขร7/2557
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 710157)

พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามมาตรา 45 แล้ว ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาตรา 49 กำหนดให้นิติบุค…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 717476)

พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามมาตรา 45 แล้ว ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาตรา 49 กำหนดให้นิติบุคคล…

Supreme Court Judgment No. 7018/2561

มาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้ก…

Supreme Court Judgment No. 11563/2556

ในคดีที่พนักงานอัยการร้องต่อศาลให้ริบทรัพย์สินของบุคคลตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 นั้น มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า "เมื่อพนักงานอัยการมี…

Supreme Court Judgment No. 9697/2556

แม้ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งถูกฟ้องเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จะถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แต่คดีนี้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตาม พ.…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up