Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2559 (ref. 610608)

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 43 ให้ยกเลิกความในวรรคหกของมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "ในกรณีตามวรรคหนึ่งถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายในความผิดมูลฐานให้เลขาธิการขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินด้วยในคราวเดียวกันและเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้ให้ผู้เสียหายตามวรรคนี้แล้ว ให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งศาลโดยเร็ว" ดังนี้ แม้พนักงานอัยการจะไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อคดีนี้ผู้คัดค้านที่ 3 กระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (4) แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ท. เป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานนั้น และผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ท. ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ท. ผู้ล้มละลาย แม้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 4 และผู้คัดค้านที่ 4 ไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่อาจมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เนื่องจากจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์จะคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในความผิดมูลฐานนั้นก่อน เมื่อไม่มีผู้เสียหายแล้วจึงจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไป โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าผู้เสียหายจะยื่นคำร้องหรือไม่

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียก ผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เรียกผู้คัดค้านที่ 3 ในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 3 และเรียกผู้คัดค้านที่ 4 ในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 3 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 4 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 3 กับพวกว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการและรองกรรมการผู้จัดการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด กระทำความผิดข้อหาเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของบริษัทกระทำผิดหน้าที่หรือกระทำการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น

อันเป็นการเสียหายแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ด้วยการอนุมัติสินเชื่อประเภทอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินวงเงิน 100,000,000 บาท ให้แก่บริษัทอาร์ เอส กรุ๊ป จำกัด โดยผู้คัดค้านที่ 3 ทราบดีว่า บริษัทอาร์ เอส กรุ๊ป จำกัด มีทุนจดทะเบียนเพียง 10,000 บาท และร่วมกันวิเคราะห์สินเชื่อบริษัทอาร์ เอส กรุ๊ป จำกัด ว่ามีผลประกอบการดี อันเป็นความเท็จ การอนุมัติสินเชื่อนี้ไม่มีหลักประกันใดที่จะเรียกให้ชำระหนี้ได้ เป็นการก่อภาระผูกพันโดยการรับรองตั๋วเงิน โดยมิได้เสนอคณะกรรมการสินเชื่ออนุมัติ ทั้งเป็นการอนุมัติเกินกว่าที่ตนมีอำนาจ เป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติ ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี และมาตรา 75 สัตต ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุก 6 ปี และให้ผู้คัดค้านที่ 3 กับพวกร่วมกันคืนเงิน 82,240,030.52 บาท แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ผู้คัดค้านที่ 3 จึงเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2547 เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตรวจค้นบ้านผู้คัดค้านที่ 3 และยึดทรัพย์สินหลายรายการรวมทั้งทรัพย์สิน 12 รายการในคดีนี้ คือ ทรัพย์สินรายการที่ 1 รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคัมรี่ 1 คัน หมายเลขทะเบียน ภล 7506 กรุงเทพมหานคร เป็นชื่อของผู้คัดค้านที่ 1 ทรัพย์สินรายการที่ 2 เงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 ธนาคารทหารไทย

จำกัด (มหาชน) บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 001-2-90XXXX จำนวน 5,553,329.36 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 3 สลากออมสินพิเศษ เลขที่ เอ็น 5130462 - เอ็น 5170461 จำนวน 40,000 หน่วย เป็นเงิน 2,000,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ฝาก ทรัพย์สินรายการที่ 4 สลากออมสินพิเศษ เลขที่ แอล 3667344 -แอล 3677343 สำนักพหลโยธิน จำนวน 10,000 หน่วย เป็นเงิน 1,000,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ฝาก ทรัพย์สินรายการที่ 5 พันธบัตรออมทรัพย์ช่วยชาติ ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ.2545 อายุ 10 ปี พันธบัตรเลขที่ 11041205 - 11041354 เป็นเงิน 1,500,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ทรง ทรัพย์สินรายการที่ 6 หุ้นสามัญธนาคารทหารไทย

จำกัด เลขที่ใบหุ้น 00680100039114 จำนวน 89,982 หุ้น ราคาหุ้นละ 4.78 บาท เป็นเงิน 430,113.96 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น ทรัพย์สินรายการที่ 7 ที่ดินโฉนดเลขที่ 164010 แขวงสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 0-0-16 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 116/235 หมู่ที่ 14 แขวงสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 1,800,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทรัพย์สินรายการที่ 8 ที่ดินโฉนดเลขที่ 164046 และเลขที่ 147632 แขวงสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 0-0-16.2 ไร่ และเนื้อที่ 0-0-3.2 ไร่ ตามลำดับ

พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 116/206 หมู่ที่ 14 แขวงสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 1,200,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทรัพย์สินรายการที่ 9 หุ้นบริษัทคอมฟอร์ม จำกัด เลขที่ 223 จำนวน 1,750 หุ้น หมายเลข 82601-84350 เป็นเงิน 1,750,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้น ทรัพย์สินรายการที่ 10 หุ้นบริษัทคอมฟอร์ม จำกัด เลขที่ 224 จำนวน 600 หุ้น หมายเลข 84351-84950 เป็นเงิน 600,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้น ทรัพย์สินรายการที่ 11 หุ้นบริษัทคอมฟอร์ม จำกัด เลขที่ 225 จำนวน 700 หุ้น หมายเลข 84951-85650 เป็นเงิน 700,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้น

ทรัพย์สินรายการที่ 12 ที่ดินโฉนดเลขที่ 49872 ตำบลประชาธิปัตย์ (คลองรังสิตฝั่งเหนือ) อำเภอธัญบุรี (กลางเมือง) จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 2 งาน 9 เศษ 6 ส่วน 10 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 338/21 หมู่บ้านปรีชา หมู่ที่ 1 ตำบลประชาธิปัตย์ (คลองรังสิตฝั่งเหนือ) อำเภอธัญบุรี (กลางเมือง) จังหวัดปทุมธานี ตามอัตราส่วนที่ได้นำเงิน 4,000,000 บาท ไปชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมค่าตกแต่งและก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 3,500,000 บาท ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 3 จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้อง

ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องพร้อมดอกผลอันเกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49, 51 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตกเป็นของผู้ล้มละลาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 164010, 164046 และ 147632 แขวงสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 116/235 และเลขที่ 116/206 ตามบัญชีทรัพย์สิน รายการที่ 7 และที่ 8 หุ้นบริษัทคอมฟอร์ม จำกัด เลขที่ 223 จำนวน 1,750 หุ้น หมายเลข 82601 - 84350 และหุ้นเลขที่ 225 จำนวน 700 หุ้น หมายเลข 84951 - 85650 ตามบัญชีทรัพย์สิน รายการที่ 9 และที่ 11 และที่ดินโฉนดเลขที่ 49872 ตำบลประชาธิปัตย์ (คลองรังสิตฝั่งเหนือ) อำเภอธัญบุรี (กลางเมือง) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 338/21 ตามอัตราส่วนที่ได้นำเงิน 4,000,000 บาท ไปชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งค่าตกแต่งและก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 2,200,000 บาท ตามบัญชีทรัพย์สิน (ทรัพย์สินรายการที่ 12)

ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 4 ค่าคำร้องให้เป็นพับ ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้คัดค้านที่ 4 ส่วนค่าคำร้องในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 4 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ)

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในชั้นฎีกาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า ระหว่างปี 2530 ถึงปี 2540 ผู้คัดค้านที่ 3 ดำรงตำแหน่งกรรมการและรองกรรมการผู้จัดการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2536 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อ โดยให้คณะกรรมการมีหน้าที่ประชุมพิจารณาวงเงินสินเชื่อตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ตามคำสั่ง วันที่ 30 มีนาคม 2536 คณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อพิจารณาอนุมัติวงเงินสินเชื่อประเภทอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินแก่บริษัทอาร์ เอส กรุ๊ป จำกัด ในวงเงิน 100 ล้านบาท โดยไม่มีหลักประกัน ตามสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงิน

ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นกรรมการคนหนึ่งที่ลงลายมือชื่อกระทำการแทนบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2537 ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ถือปฏิบัติและออกระเบียบในเรื่องการรับเงินและการจ่ายเงิน ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด จึงออกระเบียบวิธีปฏิบัติในการกู้ยืมเงินว่าการให้สินเชื่อวงเงินตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องนำเสนอรายงานการวิเคราะห์สินเชื่อต่อคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไป และได้ส่งระเบียบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบตามสำเนาหนังสือและระเบียบพิธีปฏิบัติ

ภายหลังออกระเบียบบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ผู้คัดค้านที่ 3 ลงนามอนุมัติก่อภาระผูกพันขยายระยะเวลาสินเชื่อรวมทั้งรับรองตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงินให้แก่บริษัทอาร์ เอส กรุ๊ป จำกัด หลายครั้งโดยไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อ ต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ถูกระงับกิจการ ธนาคารแห่งประเทศไทยและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และนายสุรพล ในความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 และความผิดฐานร่วมกันยักยอก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี และ 75 สัตต ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุก 6 ปี ส่วนนายสุรพลมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุก 3 ปี และให้ร่วมกันคืนเงิน 82,240,031.52 บาท แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 2831-2832/2546 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้คัดค้านที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี 75 สัตต 75 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354 จำคุก 6 ปี และปรับ 600,000 บาท ส่วนนายสุรพล มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 จำคุก 3 ปี

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ของศาลฎีกา คดีอาญาที่ผู้คัดค้านที่ 3 ถูกฟ้อง ศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20355-20356/2556 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้คัดค้านที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี และมาตรา 75 สัตต ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 และ 354 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 สัตต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี โดยไม่ลงโทษปรับ นายสุรพล มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในส่วนของการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วมีมติให้ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 และบุคคลที่เกี่ยวข้อง จากการตรวจสอบทรัพย์สินเชื่อว่ามีทรัพย์สินหลายรายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว และมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ตามบัญชีทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ผู้ล้มละลาย ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาของผู้คัดค้านที่ 3 และทำงานที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2515 ถึงปี 2545 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นหลานของผู้คัดค้านที่ 1 โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ให้การอุปการะเลี้ยงดูและพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านที่ 3 และนายสุรพล เป็นจำเลยเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 และประมวลกฎหมายอาญานั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีความผิด ทั้งในระหว่างพิจารณาคดีนี้ ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 20355-20356/2556 ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจ หลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี และมาตรา 75 สัตต ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 และ 354 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 สัตต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงฟังว่า

ผู้คัดค้านที่ 3 กระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ในขณะที่ตนเป็นกรรมการซึ่งรับผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด อันเป็นสถาบันการเงินนั้น ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (4) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ผู้คัดค้านที่ 3 จึงเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน เมื่อมาตรา 75 สัตต แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 อันเป็นบทกฎหมายที่ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องหาว่ากระทำความผิดได้บัญญัติองค์ประกอบความผิดของมาตรานี้ว่า "กรรมการ ผู้?จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดําเนินงานของบริษัท

กระทําการหรือไม่?กระทําการเพื่อแสวงหาประโยชน์?ที่มิควรได้?โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการเสียหายแก่บริษัทนั้น" กรณีจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไปซึ่งประโยชน์แห่งการกระทำนั้น และโดยที่มาตรา 51 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน?แห่งมาตรานี้ หากผู้?อ้?างว่?าเป็?นเจ้าของหรือผู้?รับโอนทรัพย์?สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้?องสัมพันธ์?กับผู้?กระทําความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมากก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่?อนว่?าบรรดาทรัพย์?สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี"

เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 3 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นหลานของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกันและอยู่ภายใต้การอุปการะเลี้ยงดูของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 จึงถือว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าบรรดาทรัพย์สินที่มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของนั้น เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงเป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องนำสืบให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์นั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด กรณีหาใช่ว่า

แม้ในคดีอาญาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังว่าผู้คัดค้านที่ 3 กระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้อย่างแจ้งชัดว่าผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นจำนวนเท่าใด และมีพยานหลักฐานใดที่แน่ชัดหรือบ่งชี้ให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากการกระทำความผิดดังกล่าว จึงฟังว่าทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ที่ผู้ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ ทั้งนี้ เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว และการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ.2542 นี้ เป็นมาตรการในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน เป็นคนละส่วนกับการดำเนินการทางอาญา มิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลในคดีนี้จะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แต่การพิจารณาพิพากษาต้องเป็นไปตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ให้อำนาจศาลไต่สวนคำร้อง หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 43 ให้ยกเลิกความในวรรคหกของมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "ในกรณีตามวรรคหนึ่งถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ให้เลขาธิการขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินด้วยในคราวเดียวกันและเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้ให้ผู้เสียหายตามวรรคนี้แล้ว ให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งศาลโดยเร็ว"

ดังนี้ แม้พนักงานอัยการจะไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อคดีนี้ผู้คัดค้านที่ 3 กระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (4) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด เป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานนั้น และผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ผู้ล้มละลาย แม้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 4 และผู้คัดค้านที่ 4 ไม่ฎีกา

ศาลฎีกาก็ไม่อาจมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เนื่องจากจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์จะคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในความผิดมูลฐานนั้นก่อน เมื่อไม่มีผู้เสียหายแล้วจึงจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไป โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าผู้เสียหายจะยื่นคำร้องหรือไม่

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงรายการที่ 11 ตามพร้อมดอกผล และทรัพย์สินรายการที่ 12 ในอัตราส่วน 67 ส่วน จาก 87 ส่วน พร้อมดอกผล ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์ · วิชิต ลีธรรมชโย · ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
Lower court
ศาลแพ่ง - นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ - นายจรัญ รัตตมณี
Supreme Court black case no.
ปค16/2554
Trial court black case no.
ฟ57/2547
Trial court red case no.
ฟ88/2548
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up