Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6210/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 2 กู้เงินผู้คัดค้านสองจำนวน จำนวนละ 500,000 บาทจำนวนแรกไม่ได้มีหลักฐานการกู้ เพียงออกเช็ค 2 ฉบับไม่ลงวันที่มอบให้ผู้คัดค้านยึดถือจำนวนที่สองนำที่ดินพิพาท 8 แปลงมาจำนองยอมให้ถือว่าสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินโดยมีข้อตกลงว่าถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ให้ผู้คัดค้านโอนที่ดินจำนองชำระหนี้ได้ จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ผู้คัดค้านโอนที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลงเป็นของผู้คัดค้าน แม้การรับจำนองดังกล่าวได้กระทำโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน และการโอนที่ดินเพื่อชำระหนี้จำนองเป็นการโอนโดยมีค่าตอบแทนแต่ที่ดิน 8 แปลง ที่นำมาจำนองมีราคาถึง 1,000,000บาท เศษ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ผู้คัดค้านอยู่เพียง 500,000 บาทการที่ผู้คัดค้านรับโอนที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลงจึงเป็นการกระทำที่รู้อยู่แล้วว่าทำให้จำเลยที่ 2 และเจ้าหนี้อื่นของจำเลยที่ 2เสียเปรียบ ย่อมถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านรับโอนไว้โดยสุจริตชอบที่จะเพิกถอนการโอนดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นพิมพ์จำนวนเงินผิด เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข การเพิกถอนการโอนที่ดินเป็นไปโดยผลของคำสั่งหรือคำพิพากษาตราบใดยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาถือเป็นการโอนโดยชอบ ยังถือไม่ได้ว่าผิดนัดนับแต่วันยื่นคำร้องอันจะเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านรับผิดในเรื่องดอกเบี้ย ผู้ร้องมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเอง.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2530

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ล้มละลาย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2530ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2531ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เดิมจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 8 โฉนดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2528 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจำนองที่ดินทั้งแปดโฉนดดังกล่าวให้ผู้คัดค้าน และให้มีอำนาจโอนที่ดินชำระหนี้จำนองได้สัญญาจำนองและหนังสือมอบอำนาจให้โอนที่ดินทั้งแปดโฉนดชำระหนี้ดังกล่าวนั้นได้ทำขึ้นภายในกำหนดเวลา 3 ปีก่อนมีการขอให้ล้มละลาย ต่อมาผู้คัดค้านได้ใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวโอนที่ดินทั้งแปดโฉนดนั้นเป็นของตนอันเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต และไม่มีค่าตอบแทนขอให้เพิกถอนการจำนองและเพิกถอนการโอนที่ดินรวม 8 โฉนดระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้าน ให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม

หากไม่สามารถกลับคืนได้ให้ผู้คัดค้านใช้เงิน 1,214,500บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2528จำเลยที่ 2 ได้ขอกู้เงินจากผู้คัดค้าน 1,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 2ตกลงจะจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งแปดโฉนดเป็นประกันในวงเงิน500,000 บาท กำหนดชำระคืนภายใน 9 เดือนส่วนอีก 500,000 บาท กำหนดชำระคืนภายใน 3 เดือน โดยจะออกเช็คให้เป็นประกันและเพื่อให้เชื่อได้ว่าจะได้รับชำระหนี้คืน จำเลยที่ 2 จะทำหนังสือมอบอำนาจให้แก่ผู้คัดค้าน เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านหากจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้จำนอง

ผู้คัดค้านตกลงให้จำเลยที่ 2กู้เงินโดยผู้คัดค้านได้เบิกเงินจากธนาคารจำนวน 490,000 บาทและได้เงินจากการขายบ้านกับที่ดินให้แก่นายปกรสิน ศิธรกุลอีก 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 790,000 บาท มอบให้แก่จำเลยที่ 2เมื่อจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ รวมจำนวนเงิน 500,000 บาทและทำหนังสือมอบอำนาจเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านผู้คัดค้านจึงจ่ายเงินกู้ที่เหลืออีก 210,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2ครั้นครบกำหนดชำระหนี้จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับและหนี้ตามสัญญาจำนองรวม 1,000,000 บาท ผู้คัดค้านจึงดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งแปดโฉนดเป็นของผู้คัดค้านการที่ผู้คัดค้านได้มอบเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยครบถ้วน

ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับราคาที่ดินที่ตีชำระหนี้แล้ว ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนเฉพาะการโอนที่ดินรวม 8 โฉนดระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้าน กลับไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ผู้คัดค้านตามเดิม หรือผู้ร้องจะเลือกชำระหนี้เงินกู้500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี แก่ผู้คัดค้านในฐานะผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้มีประกันแทนการจดทะเบียนจำนองก็ได้ หากไม่สามารถโอนที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 2 ให้ผู้คัดค้านใช้ราคาที่ดิน 1,204,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2531 อันเป็นวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จโดยหักหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันได้ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้คัดค้านฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้กู้เงินผู้คัดค้านโดยมิได้ทำสัญญากู้หรือหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือไว้แต่ได้ออกเช็ค 2 ฉบับ สั่งจ่ายเงินรวม 500,000 บาท โดยไม่ลงวันที่มอบให้ผู้คัดค้านยึดถือไว้กับนำที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง มาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ไว้เป็นจำนวน 500,000 บาท โดยยอมให้ถือว่าสัญญาจำนองนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินและได้ตกลงกับผู้คัดค้านไว้ล่วงหน้าว่าถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ ให้ผู้คัดค้านโอนที่ดินจำนองชำระหนี้จำนองได้เลย ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ล่วงหน้าเป็นวันที่ 3 กันยายน 2529 มอบไว้กับผู้คัดค้านด้วยโดยระบุให้ผู้คัดค้านโอนที่ดินจำนองจำนวน 8 แปลง

นั้นชำระหนี้จำนองได้โดยไม่มีการเพิ่มจำนวนเงิน ครั้นถึงกำหนดวันที่ลงไว้ในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวและพ้นกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ 2ไม่ชำระหนี้ ผู้คัดค้านจึงใช้หนังสือมอบอำนาจนั้นจัดการโอนที่ดินทั้งแปดแปลงนั้นเป็นของผู้คัดค้านเป็นการชำระหนี้จำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นไป การรับจำนองดังกล่าวได้กระทำไปโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน คดีคงมีปัญหาเพียงว่าการโอนที่ดินจำนวน8 แปลง ดังกล่าวไปเป็นของผู้คัดค้าน เป็นการกระทำโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ เห็นว่า ในเมื่อการโอนที่ดินจำนองไปเป็นของผู้คัดค้านเป็นการโอนเพื่อชำระหนี้จำนอง จึงเป็นการโอนโดยมีค่าตอบแทน ส่วนผู้คัดค้านจะได้รับโอนไว้โดยสุจริตหรือไม่นั้นผู้คัดค้านนำสืบโดยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานและมีนายไพรัชสามีมาเบิกความประกอบว่า

จำเลยที่ 2 ได้กู้เงินผู้คัดค้านไป 2จำนวน 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท ที่ดินจำนวน 8 แปลงที่จำเลยที่ 2 นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ก็มีราคา 1,000,000 บาทเศษใกล้เคียงกับจำนวนหนี้ ซึ่งเป็นการนำสืบเพื่อแสดงว่าผู้คัดค้านได้รับโอนที่ดินจำนวน 8 แปลง นั้นไว้โดยสุจริตพิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้คัดค้านในข้อนี้แล้วเห็นว่า ผู้คัดค้านไม่มีพยานเอกสารมาสนับสนุนให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ได้กู้เงินผู้คัดค้านไปเป็นจำนวนถึง 1,000,000 บาท ตามสัญญาจำนอง ซึ่งผู้ร้องและผู้คัดค้านนำสืบรับกันก็ระบุว่า เป็นการจำนองประกันการชำระหนี้จำนวน500,000 บาท เท่านั้น ตามหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้ผู้คัดค้านจัดการโอนที่ดินเป็นของผู้คัดค้านได้นั้นก็แสดงชัดว่า ให้โอนที่ดินจำนวน 8 แปลง

นั้นชำระหนี้จำนองโดยไม่มีการเพิ่มจำนวนเงิน คำเบิกความของผู้คัดค้านที่ว่า ผู้คัดค้านได้เงินจากการขายบ้านให้นายปกรสินจำนวน 300,000 บาท กับมีเงินของผู้คัดค้านเองอีก 210,000 บาท มาจ่ายให้จำเลยที่ 2 เพิ่มเติมไปจนครบ 1,000,000 บาท นั้นก็ไม่มีหลักฐานการรับจ่ายเงินมาแสดงและตามคำเบิกความของนายปกรสินก็ไม่ปรากฏว่านายปกรสินได้เห็นผู้คัดค้านเอาเงินที่ได้จากการขายบ้านจ่ายให้แก่จำเลยที่ 2แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ผู้คัดค้านได้ให้จำเลยที่ 2กู้เงินไปเป็นจำนวนถึง 1,000,000 บาท ฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2ได้กู้เงินผู้คัดค้านเป็นจำนวน 500,000 บาท เท่าที่ปรากฏตามสัญญาจำนองเท่านั้น การที่ผู้คัดค้านรับโอนที่ดินจำนวน 8 แปลง

ราคา1,000,000 บาทเศษ ของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้จำนองจำนวน 500,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย จึงเป็นการกระทำโดยรู้อยู่แล้วว่าทำให้จำเลยที่ 2 และเจ้าหนี้รายอื่นของจำเลยที่ 2 เสียเปรียบ ฉะนั้น จึงถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้รับโอนที่ดินจำนวน 8 แปลง นั้นไว้โดยสุจริต ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการโอนชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ผู้คัดค้านใช้ราคาที่ดิน 1,204,500 บาท นั้น เนื่องจากคำสั่งศาลชั้นต้นพิมพ์จำนวนเงินผิด ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 143 วรรคแรก และที่ศาลล่างทั้งสองให้ผู้คัดค้านชดใช้ราคาพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น

เห็นว่า การเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทเป็นไปโดยผลของคำสั่งหรือคำพิพากษา ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนก็ยังถือเป็นการโอนโดยชอบอยู่กรณียังถือไม่ได้ว่ามีการผิดนัดนับแต่วันยื่นคำร้องอันจะเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยตามขอ ผู้ร้องคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 153"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า หากไม่สามารถโอนที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 2 ให้ผู้คัดค้านใช้ราคาที่ดิน 1,214,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

Matter details

Panel of judges
สวิน อักขรายุธ · จรัส อุดมวรชาติ · ประจักษ์ พุทธิสมบัติ
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1906/2538

เดิมลูกหนี้กู้เงินผู้คัดค้านที่3แล้วจดทะเบียนจำนองทรัพย์พิพาทไว้เป็นประกันต่อมาลูกหนี้ขายทรัพย์พิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่1และที่2โดยผู้คัดค้านที่1และที่2กู้เงินจากผู้คัดค้านที่3เท่ากับยอดเงินต้นที่ลูกหน…

Supreme Court Judgment No. 5226/2561

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ณ วันที่ 20 มีนาคม 2552 จำเลยมีหนี้ค้างชำระการใช้บัตรเครดิตแก่โจทก์จำนวน 200,042.17 บาท ซึ่งจะต้องชำระภายในวันที่ 9 เมษายน 2552 โจทก์ได้ทวงถามแล้วแต่จำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงต้องชำระให้…

Supreme Court Judgment No. 13069/2558

ประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุว่าผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินและเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ เมื่อโจทก์ประมูลซื้อห้องชุดได้แต่ไม่ยอมชำระค่าใช…

Supreme Court Judgment No. 6013/2549

ในวันนัดไต่สวนคำร้องนัดแรกศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าได้ตรวจคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน ข้อคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองแล้ว เห็นว่าพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย นัดฟังคำสั่งชี้ขาดตั…

Supreme Court Judgment No. 1740/2548

แม้หนี้ทั้งห้ารายการ ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องเป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเป็นเงินเพียง 12,357,821.97 บาท ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการคำนวณผิดพลาดก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการขอแก้ไขค…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up