Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6220/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่างเป็นคู่ความในคดีแพ่งอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อและพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) โดยรับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนไปในสภาพปัจจุบัน คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสามในคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จะกล่าวอ้างหรือโต้เถียงให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากเดิมไม่ได้ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วย เมื่อเป็นกรณีคำพิพากษาผูกพันคู่ความแล้วก็ต้องฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เพื่อให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้ออีก โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่าเสียหาย 1,090,000 บาท แต่มาฎีกาโต้แย้งเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง การคำนวณทุนทรัพย์เพื่อเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจึงต้องคำนวณจากทุนทรัพย์ 1,090,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่คู่ความยังโต้แย้งกันอยู่

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ฐ-0603 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 2,757,009.23 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 46,728.97 บาท รวม 59 เดือน โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 32 โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 10 เดือน เป็นเงิน 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์

หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,250,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาเสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์จริง โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัยตลอดระยะเวลาที่เช่าซื้อ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของสัญญาทำให้จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่ทำสัญญาประกันภัยและชำระเบี้ยประกันภัยในปีที่ 3 จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาแล้วแต่โจทก์เพิกเฉย

จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ถึงงวดเดือนมีนาคม 2540 ต่อมาประมวณเดือนพฤษภาคม 2540 รถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ซ่อมแซมรถยนต์ที่เช่าซื้อให้อยู่ในสภาพเดิม แต่โจทก์ไม่ดำเนินการโดยอ้างว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเบี้ยประกันภัย โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้รับจากจำเลยคุ้มกับความเสียหายแล้ว จำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 960,000 บาท ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 130,000 บาท นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 13,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน 18 เดือน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์มิได้ฎีกาและจำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกาโต้แย้งกันว่า ภายหลังจากจำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ยื่ห้อ เบนซ์รุ่น อี 220 หมายเลขทะเบียน 7 ฐ-0603 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ 31 งวด ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลย โดยอ้างว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อตามที่ได้ตกลงกันไว้ในบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 28326/2541 ของศาลชั้นต้น เอกสารหมาย ล.3 และต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2541 ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษาให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้)

ชำระเงิน 758,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) และให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) รับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนไปในสภาพปัจจุบัน จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) อุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2962/2545 แนบท้ายคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่างก็เป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 28326/2541 ของศาลชั้นต้น ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อและพิพากษาให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) โดยรับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนไปในสภาพปัจจุบัน

ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสามในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จะกล่าวอ้างหรือโต้เถียงให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากเดิมไม่ได้ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วยก็ตาม เมื่อเป็นกรณีคำพิพากษาผูกพันคู่ความแล้วก็ต้องฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เพื่อให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้ออีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่าเสียหาย 1,090,000 บาท แต่มาฎีกาโต้แย้งเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง การคำนวณทุนทรัพย์เพื่อเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจึงต้องคำนวณจากทุนทรัพย์ 1,090,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่คู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 1,450,000 บาท เป็นการเสียที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์"

Result

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
มนตรี ยอดปัญญา · สมศักดิ์ เนตรมัย · วีระชาติ เอี่ยมประไพ
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1058/2493

ทายาทหลายคนได้ปกครองเป็นเจ้าของทรัพย์มรดกร่วมกันมาโดยยังไม่ได้แบ่งปันกัน ต่อมาทายาทคนหนึ่งฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกนั้น จากทายาทอีกคนหนึ่งเพียงคนเดียว มิได้ฟ้องทายาทอันเป็นเจ้าของร่วมคนอื่นเข้ามาในคดีด้วยท…

Supreme Court Judgment No. 1282/2568

คดีที่จำเลยกล่าวอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2648 ที่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับให้ตามที่ขอ มิใช่เป็นคดีที่เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิเก…

Supreme Court Judgment No. 4984/2568

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นควรยกปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยแก้ฎีกาขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลฎีกาจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีก่อนโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีน…

Supreme Court Judgment No. 8084/2567

คำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลางในคดีที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. ลูกหนี้ และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุคว…

Supreme Court Judgment No. 4300/2567

การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 จำเลยทั้งสองเป็นคู่ความร่วมใน…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up