Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 626/2515

พ.ศ. 2515 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยให้การต่อสู้ว่าต้นเงินกู้จำนวนตามฟ้องนั้นเป็นเงินมัดจำค่าซื้อที่ดินที่โจทก์วางไว้กับจำเลยตามสัญญาซื้อขายที่ดินแต่เนื่องจากขณะทำสัญญาไม่มีแบบพิมพ์สัญญาซื้อขาย จึงเอาแบบพิมพ์สัญญากู้มากรอกข้อความแทน เช่นนี้ เป็นการต่อสู้เพื่อนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารสัญญากู้ มิใช่เพื่อนำสืบหักล้างเอกสารสัญญากู้อันจะเข้าข้อยกเว้นให้นำสืบพยานบุคคลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ลอยๆ ว่าตนเป็นเพียงผู้รับรองต่อโจทก์ว่าจะเป็นผู้จัดให้มีการซื้อขายที่ดินกันให้สำเร็จเรียบร้อยเท่านั้น มิได้แสดงเหตุที่จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้แต่อย่างใด เช่นนี้ถือว่าจำเลยไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2510 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ทั้งสามไป 38,750 บาท ยอมให้ดอกเบี้ยตามกฎหมายทุกเดือน กำหนดชำระต้นเงินภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2510 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ปรากฏตามสำเนาสัญญากู้และค้ำประกันท้ายฟ้องจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์เลย นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี 25 วัน เป็นเงินดอกเบี้ย 3,108 บาท โจทก์ได้ทวงถามแล้วจำเลยก็ไม่ชำระ จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์เป็นเงิน 41,858 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 38,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การร่วมกันและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ตามฟ้อง ความจริงโจทก์กับพวกอีก 2 คน คือนางเฮียงและนายช่วยรวม 5 คน ได้ตกลงซื้อที่ดินจำเลยที่ 1 แปลงหนึ่งเนื้อที่ 38 ไร่ 2 งาน 26 วา อยู่ตำบลลาดบัว อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในราคาไร่ละ 1,350 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 50,475 บาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อได้วางมัดจำไว้เป็นเงิน 38,750 บาท แต่วันวางมัดจำไม่มีแบบพิมพ์สัญญาซื้อขายที่ดิน ผู้เขียนได้เอาแบบพิมพ์สัญญากู้มาเขียนกรอกข้อความแทนสัญญาซื้อขาย เมื่อได้วางมัดจำแล้วจำเลยที่ 1 ได้มอบที่ดินให้โจทก์กับพวกเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินนั้นแล้วต่อมาการซื้อขายที่ดินไม่อาจกระทำได้โดยนายวิเชียร คล้ายเสื้อสามีจำเลยที่ 1 ได้คัดค้านไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินนั้นให้แก่โจทก์ จึงไม่ใช่ความผิดของจำเลย

การกระทำของโจทก์แสดงว่าเป็นการปฏิเสธการซื้อขายดังกล่าว เป็นเหตุให้จำเลยเสียหายคิดเป็นเงิน 8,500 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 เพียงเป็นผู้รับรองต่อโจทก์ว่าจะเป็นผู้จัดให้มีการซื้อขายสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยเท่านั้น ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,500 บาท โดยให้หักกลบลบกับจำนวนเงินมัดจำศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง หลักฐานสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันจำเลยอ้างแต่เพียงว่ารับเงินของโจทก์เป็นการวางมัดจำในการที่โจทก์ตกลงซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 ภาระหน้าที่การพิสูจน์ตามข้อต่อสู้ของจำเลยเป็นการนำสืบแก้ไขเอกสารซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงิน 38,750 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี

นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2510 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ก็ให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันรับผิดชำระแทนแก่โจทก์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่ากรณีเป็นการนำสืบหักล้างเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94 นี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยก็รับว่าได้ทำสัญญากู้ตามเอกสารท้ายฟ้องให้โจทก์ไว้จริง เอกสารฉบับนี้มีข้อความชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปแล้วในวันทำสัญญานั้นจะชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2510 กำหนดอัตราดอกเบี้ยกันตามกฎหมายจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อไว้ในฐานะเป็นผู้กู้ เมื่อเอกสารมีข้อความชัดแจ้งเช่นนี้ จำเลยจะขอนำสืบว่าความจริงจำเลยได้รับเงินจากโจทก์ไปเป็นค่ามัดจำที่ดิน จึงเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 288/2503 คดีระหว่างนายใจ

ศิริกุล โจทก์ นายเสริม หรรษา จำเลยสำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งลงนามเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ก็กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 2 เพียงเป็นผู้รับรองต่อโจทก์ว่าจะเป็นผู้จัดให้มีการซื้อขายที่ดินกันให้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยเท่านั้น แต่เหตุใดจำเลยที่ 2 จึงต้องทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไว้ จำเลยที่ 2 ก็มิได้แสดงเหตุผลให้ปรากฏชัดแจ้งในคำให้การ จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบแต่ประการใดฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
พิชัย รชตะนันทน์ · บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · เพรียบ หุตางกูร
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3018/2541

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้รวม 3 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 50,000 บาท40,000 บาท และ 110,000 บาท ตามลำดับ รวมแล้วเป็นเงินต้น200,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กู้เงิน…

Supreme Court Judgment No. 5416/2540

จำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การข้อ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ และไม่เคยเข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยคนใดที่มีภาระจำต้องชำระหนี้แก่โจทก…

Supreme Court Judgment No. 792/2540

สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระบุว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อการที่โจทก์จะนำสืบว่าจำเลยทำแทนหรือถือกรรมสิทธิ์แทนก็เพื่อแสดงถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่ดินพิพาทเป็นของส. จำเลยมีชื่อในโฉนดที่ดินแทนส. การนำสืบเช่นนี้เ…

Supreme Court Judgment No. 6369/2540

โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจ้างเหมาทำและติดตั้งเฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งภายใน โดยกำหนดให้จำเลยทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 ตุลาคม2532 หากจำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวหรือภายในกำ…

Supreme Court Judgment No. 5590/2540

หนังสือสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับเป็นเอกสารที่แท้จริง และจำเลยได้ชำระหนี้รายพิพาทแก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 323,500 บาท โดยใช้วิธีส่งเงินทางไปรษณีย์ธนาณัติไปให้โจทก์และโจทก์ได้รับแล้ว ถือว่าได้ว่าโจทก์ยอม…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up