Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2561 (ref. 626043)

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ปัญหาว่าการประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมที่ไม่มีเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นคณะกรรมการธุรกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 46 บัญญัติไว้ เพื่อแก้ข้อขัดข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในหน่วยงานราชการ คือ กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ กฎหมายจึงบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเข้าไปเป็นผู้รักษาราชการแทน โดยผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทนตามมาตรา 48 การรักษาราชการแทนเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายไม่ต้องมีการแต่งตั้ง และเมื่อมีผู้ดำรงตำแหน่งหรือมาปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วการรักษาราชการแทนก็จะสิ้นสุดลง เมื่อพันตำรวจเอก ย. ซึ่งเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในขณะนั้นรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจึงเป็นคณะกรรมการธุรกรรมได้ การประชุมและมีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน จึงชอบด้วยกฎหมาย

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 249 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 Section 29 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 Section 33 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 Section 49 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 Section 46 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 Section 48

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณารวมกันโดยให้เรียกผู้ร้องทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกผู้คัดค้านที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ร้องทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอเป็นใจความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมแปลงเอกสารราชการโดยใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการปลอมบัตรประจำตัวประชาชน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ปลอมแปลงเอกสารราชการ โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 265, 266 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

พ.ศ.2542 มาตรา 4, 19 (3), 26 และ 89 โดยมีพลเรือนเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด และจากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าการขอกำหนดสถานะบุคคลและลงรายการสัญชาติไทยของบุคคลบนพื้นที่สูงของสำนักทะเบียนอำเภอแม่แตง จำนวน 5,013 คน ระหว่างเดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนตุลาคม 2548 มีการพิสูจน์สอบสวนที่ขัดต่อระเบียบของสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการพิจารณาการลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543 และมีการทุจริตการออกบัตรประจำตัวประชาชนไปแล้วประมาณ 1,900 ราย พนักงานสอบสวนจึงได้รวมคดีดังกล่าวเข้าด้วยกันในคดีอาญาที่ 382/2548 พร้อมส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรณีมีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก

ได้ไปซึ่งเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มีทรัพย์สินในชื่อผู้คัดค้านทั้งสองรวม 5 รายการ มีมูลค่าประมาณ 6,000,000 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตามบัญชีทรัพย์พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ระหว่างไต่สวน ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ที่ดินพร้อมตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 101525 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 12 ตารางวา มูลค่าประมาณ 900,000 บาท ที่ดินพร้อมตึกแถวโฉนดเลขที่ 101526 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 12 ตารางวา มูลค่าประมาณ 900,000 บาท ที่ดินพร้อมตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 101527 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 11 ตารางวา ของผู้คัดค้านที่ 2 มูลค่าประมาณ 800,000 บาท รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีน้ำตาล ของผู้คัดค้านที่ 2 มูลค่าประมาณ 400,000 บาท ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 94533 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมบ้าน ราคาประเมิน 2,950,000 บาท ของผู้คัดค้านทั้งสองพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่แตงจับกุมนายสะล่า นายจำรัส และนายไพศาล ในข้อหาร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอบัตรประจำตัวประชาชน ต่อมามีหลักฐานพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานสอบสวนจึงได้รับคำร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นางพิทยาพร เจ้าหน้าที่ปกครอง 4 อำเภอแม่แตง ในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่ของตนทำการปลอมบัตรประจำตัวประชาชน อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ซึ่งเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

พ.ศ.2542 เมื่อสุ่มฐานข้อมูลในการออกบัตรประจำตัวประชาชนของสำนักทะเบียนอำเภอแม่แตง พบว่ามีการเพิ่มชื่อบุคคลจำนวนมากเข้าในทะเบียนบ้านและมีการออกบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งอนุมัติโดยผู้คัดค้านที่ 1 ตำแหน่งนายอำเภอแม่แตง อันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย และไม่ปรากฏข้อมูลประชากรในท้องถิ่นที่เป็นฐานข้อมูลของฝ่ายสาธารณสุข พบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกบัตรประจำตัวประชาชน คือ นางพิทยาพร เจ้าหน้าที่ปกครอง 4 นายอุทิศ นายอุทัย ปลัดอำเภอแม่แตง และผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกันปลอมเอกสารราชการโดยใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการปลอมบัตรประจำตัวประชาชน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 265, 266 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร

พ.ศ.2534 มาตรา 50 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 19 (3), 26 และ 89 โดยมีพลเรือนเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด พนักงานสอบสวนจึงได้รวมคดีดังกล่าวเข้าด้วยกัน พร้อมส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ได้ไปซึ่งเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) จึงขอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ.2542 คณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 1/2549 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2549 มีมติมอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฝ่ายปฏิบัติการ) ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบและคดี และพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 1/2549 และคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ ม. 2/2549 ลงวันที่ 18 มกราคม 2549 (ชั้นไต่สวน ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.96/2549) ตรวจสอบแล้วกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้ไปซึ่งเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5)

แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 17/2549 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549 มีมติให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก คือ 1. ที่ดินพร้อมตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 101525 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของผู้คัดค้านที่ 2 ภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 มูลค่าประมาณ 900,000 บาท 2. ที่ดินพร้อมตึกแถวตามโฉนดเลขที่ 101526 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของผู้คัดค้านที่ 2 มูลค่าประมาณ 900,000 บาท 3. ที่ดินพร้อมตึกแถว อำเภอเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 11 ตารางวา ของผู้คัดค้านที่ 2 มูลค่าประมาณ 800,000 บาท 4. รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า

รุ่นซิตี้ สีน้ำตาล มูลค่าประมาณ 400,000 บาท ไว้เป็นการชั่วคราวมีกำหนดไม่เกิน 90 วัน ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมและคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย. 104/2549 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 (ชั้นไต่สวน ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.96/2549) ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีทรัพย์สินเพิ่มเติม 1 รายการ คือ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 94533 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมบ้าน มูลค่าประมาณ 2,950,000 บาท กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 20/2549 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 มีมติให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวมีกำหนดไม่เกิน 90 วัน ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมและคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่

ย. 121/2549 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 (ชั้นไต่สวน ในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.4/2550) และแจ้งคำสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสองทราบ ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรวม 5 รายการ มูลค่าประมาณ 6,000,000 บาท พร้อมดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าว ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า การประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 17/2549 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง และมีคำสั่งที่ ย. 104/2549 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน กับการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 20/2549 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง และมีคำสั่งที่ ย.121/2549 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน และต่อมามีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองตกเป็นของแผ่นดินนั้นไม่ชอบ เนื่องจากการประชุมดังกล่าวมีเพียงพันตำรวจเอก ยุทธบูล รองเลขาธิการ รักษาการแทน (ที่ถูก รักษาราชการแทน) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นประธานในการประชุม การประชุมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง นั้น เห็นว่า

ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่อาจเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมโดยไม่ได้อ้างว่าเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่อาจเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการได้ จึงเป็นการฎีกาโต้แย้งว่า รองเลขาธิการดังกล่าวไม่อาจเป็นคณะกรรมการธุรกรรมนั่นเอง ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ใดได้เป็นกรณีที่กระทบถึงสิทธิและทรัพย์สินของบุคคลซึ่งจะต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจ ปัญหาที่ว่าการประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมที่ไม่มีเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นคณะกรรมการธุรกรรมจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

หาใช่เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนการที่พันตำรวจเอก ยุทธบูล รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นคณะกรรมการธุรกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคแรก บัญญัติไว้ว่า " ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิบดีหลายคน ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ..." วรรคสอง บัญญัติว่า " ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้

อธิบดีจะแต่งตั้งข้าราชการในกรมซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี หรือข้าราชการตั้งแต่ตำแหน่งหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้" และวรรคสาม บัญญัติว่า "ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าปลัดกระทรวงหรืออธิบดี ในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรมด้วยโดยอนุโลม" เห็นได้ชัดว่าบทบัญญัติดังกล่าวนี้มีไว้เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในหน่วยงานราชการ คือ กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้

กฎหมายจึงบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเข้าไปเป็นผู้รักษาราชการแทน โดยผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน ตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 การรักษาราชการแทนเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายไม่ต้องมีการแต่งตั้ง และเมื่อมีผู้ดำรงตำแหน่งหรือมาปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วการรักษาราชการแทนก็จะสิ้นสุดลง เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 17/2549 ว่า พันตำรวจเอก ยุทธบูล ซึ่งเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในขณะนั้นรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจึงเป็นคณะกรรมการธุรกรรมได้ ซึ่งการประชุมนั้นมีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่

ย.104/2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน ส่วนการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 20/2549 และมีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.121/2549 ให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สิน นั้น พันตำรวจเอก ยุทธบูล ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดังนั้นการประชุมดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองตกเป็นของแผ่นดินได้ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
วิรุฬห์ แสงเทียน · ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี · ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
Lower court
ศาลแพ่ง - นายภมร สัตตภรณ์พิภพ
ศาลอุทธรณ์ - นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
Supreme Court black case no.
ปค2/2559
Trial court black case no.
ฟ96/2549
Trial court red case no.
ฟ49/2557
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6416/2538

พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมพ.ศ.2534มาตรา33บัญญัติให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีกระทรวงหรือทบวงและมีฐานะเป็นกรมเมื่ออัยการสูงสุดซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการแ…

Supreme Court Judgment No. 44/2568

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยิ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2566 (ref. 697518)

การยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของบุคคลตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 อันเป็นกฎหมายที่กำหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทั้งอาญาและมาตรการทางแพ่งใ…

Supreme Court Judgment No. 2118/2566

ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหก แม้มี…

Supreme Court Judgment, B.E. 2565 (ref. 684736)

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เลื่อนคดีและยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ชอบหรือไม่ นั้น ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยดั…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up