คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง ในวันนัดไต่สวน วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๓ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา คงมีแต่ทนายโจทก์มาศาล ฝ่ายจำเลยที่ ๑ ทราบวันนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๑ เสียค่าธรรมเนียมศาลภายใน ๑๕ วัน หลังจากนั้น๒ วัน จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๑ มิได้จงใจไม่มาศาล กล่าวคือจำเลยที่ ๑ เดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๓๓ เวลา ๒๐ นาฬิกา ซึ่งปกติต้องถึงกรุงเทพมหานครเวลา ๘ นาฬิกาของวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๓ แต่รถที่จำเลยที่ ๑ เดินทางมาเกิดอุบัติเหตุกลางทางกว่าจะแก้ไขเสร็จก็ล่วงเลยเวลานัดของศาลแล้วโดยจำเลยที่ ๑ เดินทางถึงกรุงเทพมหานครเมื่อเวลา ๒๐ นาฬิกา ของวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๓ ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ ๑ ใหม่
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนาที่จะไม่มาศาลตามกำหนดนัด เหตุที่จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถมาศาลตามกำหนดนัดเพราะรถที่จำเลยที่ ๑ ใช้เป็นพาหนะในการเดินทางมาศาลเกิดอุบัติเหตุอันเป็นเหตุสุดวิสัยมิอาจก้าวล่วงเสียได้ การที่ศาลว่าไม่มีเหตุสมควรจะไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงไม่เห็นชอบด้วย เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้นเหตุที่จำเลยที่ ๑ ไม่จงใจขาดนัดพิจารณา ศาลจะต้องไต่สวนและหากได้ความว่าจำเลยที่ ๑ ไม่จงใจขาดนัด ศาลจะต้องดำเนินการพิจารณาคดีใหม่นั้นพอถือได้ว่าเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วว่า กรณีที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ ๑ มิใช่เพราะกรณีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นคนยากจนแต่เป็นเพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ไม่มาศาลตามกำหนดนัดอันเป็นการขาดนัดพิจารณา ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องไต่สวนฟังข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า
จำเลยที่ ๑ ไม่จงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่ หากเป็นความจริงก็ต้องดำเนินการพิจารณาคดีใหม่ เห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นมิได้ระบุว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีฐานะเป็นโจทก์ตามฟ้องอุทธรณ์ขาดนัดพิจารณาและให้จำหน่ายคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ ๑ออกเสียจากสารบบความจึงมิใช่คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา๒๐๑ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ ๑ สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ ไม่มาศาลตามกำหนดนัดจึงเท่ากับศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นคนยากจนตามคำร้องขอนั่นเอง อันเป็นการสั่งยกคำร้องขอของจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคสาม ซึ่งจำเลยที่ ๑มีสิทธิที่จะดำเนินการต่อไปได้แต่เฉพาะที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ หรือ วรรคห้าเท่านั้น หรือหากเห็นว่า
คำสั่งศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยประการใดจำเลยที่ ๑ ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๓ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๙ จำเลยที่ ๑ หามีอำนาจที่จะร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ ๑ ใหม่ไม่ ทั้งไม่ใช่กรณีการขาดนัดตามประมวล-กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๒ ที่จำเลยที่ ๑ จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๗ ประกอบมาตรา ๒๐๙
Result
พิพากษายืน.