Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 63/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เสนอขายอาคาร 5 ชั้นพร้อมที่จอดรถใต้ดิน แต่ไปยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร 4 ชั้นต่อสำนักงานเขตประเวศ ต่อมาจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกับโจทก์ระบุว่าอาคารพิพาทเป็นอาคาร 5 ชั้นพร้อมรายการประกอบแบบโดยทั่วไป ซึ่งผิดไปจากแบบที่จำเลยยื่นขออนุญาตไว้ การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการปิดบังมิให้โจทก์ทราบความจริงว่าจำเลยขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทไว้เพียง 4 ชั้น นอกจากนี้ จำเลยได้ทำบันทึกการขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทฯ รับทราบว่าอาคารพิพาทที่จำเลยยื่นขออนุญาตก่อสร้างอยู่ในบริเวณที่ดินที่จะสำรวจเพื่อเวนคืน แต่จำเลยยังมีความประสงค์จะก่อสร้างโดยจะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องเอาเงินค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนี้ ที่ดินและอาคารพิพาทมีราคาสูงถึง 15,000,000 บาท หากโจทก์ทราบหรือแม้แต่เพียงสงสัยว่าจะมีการเวนคืน โจทก์ย่อมจะไม่ยอมทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยอย่างแน่นอน เพราะเงินค่าทดแทนที่จะได้รับจากการถูกเวนคืนนั้นไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่จะต้องชำระให้แก่จำเลย การที่จำเลยปิดบังข้อเท็จจริงเรื่องการเวนคืนที่ดินและขออนุญาตก่อสร้างอาคารเพียง 4 ชั้นล้วนแต่เป็นกลฉ้อฉลของจำเลยซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่า หากจำเลยไม่ใช้กลฉ้อฉลดังกล่าว โจทก์ก็คงจะไม่แสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกับจำเลย การแสดงเจตนาของโจทก์จึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 ประกอบด้วยมาตรา 162 เมื่อโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวแล้วสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทย่อมตกเป็นโมฆะ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมอาคาร 5 ชั้น1 ห้อง กับจำเลย ในราคา 15,000,000 บาท โจทก์วางมัดจำไว้ในวันทำสัญญาเป็นเงิน 1,125,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเป็นรายงวดงวดสุดท้ายชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม2537 เป็นเงิน 11,175,000 บาท หากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารให้แก่โจทก์ได้ จำเลยตกลงคืนเงินมัดจำหรือเงินใด ๆ ที่รับไว้ให้แก่โจทก์ และให้สัญญาเป็นอันเลิกกัน โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลย รวม 5 งวด จำนวน 3,815,000 บาท ครบถ้วนตามที่ตกลงกัน แต่เมื่อถึงกำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารให้แก่โจทก์เนื่องจากยังก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จ

จำเลยจึงเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อขายต่อมาโจทก์ทราบจากผู้ซื้อที่ดินพร้อมอาคารในโครงการเดียวกันว่าที่ดินพร้อมอาคารถูกเวนคืนโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเพื่อสร้างทางด่วนสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ซึ่งมีประกาศตั้งแต่ปี 2535 จำเลยทราบดีแต่ปกปิดไม่ยอมบอกให้โจทก์หรือผู้ซื้อรายอื่นทราบ เนื่องจากจำเลยมีเจตนาไม่สุจริตต้องการหลอกขายที่ดินพร้อมอาคารให้แก่ผู้ซื้อทั่วไปโดยลงประกาศโฆษณาขายที่ดินพร้อมอาคาร 5 ชั้น แล้วต่อมาจำเลยไปยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารเพียง 4 ชั้น จำนวน 8 ห้อง และต่อมาจำเลยกับนางพรรณเพ็ญ รุ่งศุภตานนท์ ได้ทำบันทึกขออนุญาตก่อสร้างอาคารต่อเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ทราบแล้วว่าอาคารที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างอยู่ในบริเวณที่ดินที่จะสำรวจเพื่อเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาแต่จำเลยยังยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ว่าหากจะจำหน่ายจ่ายโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารที่ก่อสร้างจำเลยจะแจ้งให้ผู้รับโอนทราบก่อนทำสัญญาทุกครั้ง

เจ้าหน้าที่จึงออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยและนางพรรณเพ็ญ ทั้งในขณะก่อสร้างอาคาร เจ้าหน้าที่ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้เข้าไปสำรวจอาคารที่กำลังก่อสร้างและทำเครื่องหมายแนวเวนคืนที่จะต้องรื้อทิ้งไว้ที่ตัวอาคารพร้อมทั้งปิดประกาศคำสั่งว่าอาคารต้องถูกเวนคืนเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าพนักงานกำหนดราคาเพื่อจ่ายเงินทดแทนแล้ว แต่จำเลยก็สั่งคนงานทำลายหลักฐานดังกล่าวเสียเพื่อปกปิดมิให้ผู้ที่สนใจจะซื้อและโจทก์ทราบปัจจุบันทางราชการได้มีหนังสือถึงจำเลยสั่งให้รื้อถอนอาคารเพราะสร้างผิดแบบ และถูกเวนคืนพร้อมกับแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว หากโจทก์ทราบมาก่อนหรือจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำสัญญาจะซื้อขายว่าที่ดินจะถูกเวนคืน

โจทก์จะไม่ทำสัญญากับจำเลย การปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบของจำเลยเป็นกลฉ้อฉล การแสดงเจตนาของโจทก์เป็นโมฆียะซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจะซื้อขายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วจำนวน 3,825,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละงวด นับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน 377,825.50 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 4,202,825.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน4,202,825.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,825,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า

จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกับโจทก์ในราคา 15,000,000 บาท และโจทก์ได้ชำระเงินมัดจำให้แก่จำเลยจำนวน 3,825,000 บาท จริง แต่เมื่อจำเลยก่อสร้างอาคารเสร็จเรียบร้อยภายในกำหนดแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ไปจดทะเบียนรับโอนและไม่ชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 11,175,000 บาท ให้แก่จำเลยตามสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำทั้งหมดได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยทราบมาก่อนว่าที่ดินและอาคารพิพาทจะถูกเวนคืนโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเพื่อสร้างทางด่วนสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ทั้งจำเลยไม่เคยได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าที่ดินจะถูกเวนคืนและจำเลยไม่เคยทำบันทึกให้ไว้แก่เจ้าหน้าที่ว่าหากจะจำหน่ายจ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทจะแจ้งให้ผู้รับโอนทราบก่อน

จำเลยไม่เคยก่อสร้างอาคารให้ผิดไปจากแบบที่ขออนุญาตไว้ เพราะมิฉะนั้นแล้วทางราชการคงจะไม่ออกบ้านเลขที่ให้จำเลยไม่เคยปกปิดข้อเท็จจริงโดยการไม่แจ้งเรื่องที่ดินและอาคารพิพาทที่ถูกเวนคืนถูกสั่งรื้อโอนแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ก่อนที่โจทก์จะตกลงทำสัญญาโจทก์ได้ตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างด้วยตนเองจนเป็นที่พอใจจึงตกลงทำสัญญากับจำเลย มิใช่เกิดจากการหลอกลวงหรือปกปิดข้อเท็จจริงของจำเลย กรณีจึงมิใช่กลฉ้อฉลที่เป็นเหตุให้การแสดงเจตนาซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทตกเป็นโมฆียะกรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกล้างนิติกรรมหรือบอกเลิกสัญญาจะซื้อขาย โจทก์ไม่เสียหายเนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากทางราชการตามราคาซื้อขายที่แท้จริงในท้องตลาด

จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อขาย โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินใด ๆ ที่จำเลยต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เนื่องจากจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีข้อกำหนดในสัญญาให้จำเลยต้องรับผิดขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,202,825.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 3,825,000 บาทนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน4,202,825.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,825,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ตกเป็นโมฆียะเพราะกลฉ้อฉลของจำเลยหรือไม่นั้นข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับวันที่ 30 พฤษภาคม 2536 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2536 ตามเอกสารหมาย จ.16 เสนอขายอาคาร 5 ชั้น พร้อมที่จอดรถชั้นใต้ดิน แต่หลังจากนั้นวันที่ 3 มิถุนายน 2536 จำเลยไปยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร 4 ชั้นต่อสำนักงานเขตประเวศ สาขาสวนหลวง โดยไม่ปรากฏว่ามีที่จอดรถชั้นใต้ดินด้วยตามเอกสารหมาย จ.19 ครั้นต่อมาในวันที่ 28 มกราคม2536 จำเลยกลับมาทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกับโจทก์ตามเอกสารหมาย

จ.1 โดยระบุว่าอาคารพิพาทเป็นอาคาร 5 ชั้น และรายการประกอบแบบโดยทั่วไปเอกสารหมาย จ.2 ระบุลักษณะอาคารว่าอาคารสำนักงานสูง 5 ชั้น พร้อมดาดฟ้าประกอบด้วยชั้นล่างใช้จอดรถชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 5 เป็นพื้นที่สำนักงานซึ่งผิดไปจากแบบที่จำเลยยื่นขออนุญาตไว้ตามเอกสารหมาย จ.16 ว่าเป็นอาคาร 4 ชั้น โดยไม่ปรากฏว่ามีที่จอดรถชั้นใต้ดินดังกล่าว การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการปิดบังมิให้โจทก์ทราบความจริงว่า จำเลยขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทไว้เพียง4 ชั้น ที่จำเลยเบิกความว่า อาคารพิพาทมี 5 ชั้น รวมทั้งชั้นใต้ดินนั้นจึงขัดแย้งกับคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารเอกสารหมาย จ.19 ดังกล่าวมาแล้วนอกจากนี้ หลังจากที่จำเลยยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทตามเอกสารหมาย

จ.9 แล้ว สำนักงานเขตประเวศ สาขาสวนหลวงมีหนังสือตามเอกสารหมาย ล.4 ถึงการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเพื่อให้พิจารณากำหนดแนวเขตก่อสร้างอาคารพิพาทระหว่างนั้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2536 จำเลยได้ทำบันทึกการขออนุญาตก่อสร้างอาคารในบริเวณที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามเอกสารหมาย จ.21 รับทราบว่าอาคารพิพาทที่จำเลยยื่นขออนุญาตก่อสร้างอยู่ในบริเวณที่ดินที่จะสำรวจเพื่อเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกา แต่จำเลยยังมีความประสงค์จะก่อสร้างอาคารพิพาทโดยจะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องเอาเงินค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใด ๆจากกรุงเทพมหานครทั้งสิ้น แม้ว่าต่อมาอาคารพิพาทจะถูกถนนเวนคืนตัดผ่าน และต้องรื้อถอนออกไปก็ตาม และหากจำเลยจะจำหน่ายจ่ายโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งก่อสร้าง

จำเลยจะแจ้งให้ผู้รับโอนทราบตามบันทึกก่อนทำสัญญาทุกครั้ง ดังนั้น เมื่อสำนักงานเขตประเวศ สาขาสวนหลวง อนุญาตให้จำเลยก่อสร้างอาคารพิพาทได้ตามเงื่อนไขที่จำเลยบันทึกรับทราบไว้ จำเลยจึงต้องผูกพันและมีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบก่อนทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทเอกสารหมาย จ.1แต่ในเรื่องดังกล่าวโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยมิได้แจ้งเงื่อนไขที่จำเลยบันทึกรับทราบไว้แก่โจทก์เลย หากโจทก์ทราบเงื่อนไขดังกล่าวก็จะไม่ทำสัญญากับจำเลยเด็ดขาด ฝ่ายจำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าได้แจ้งเงื่อนไขตามเอกสารหมาย จ.21 ให้โจทก์ทราบแล้ว เพียงนำสืบลอย ๆว่า โจทก์ซึ่งพักอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินและอาคารพิพาทน่าจะทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวสำรวจเพื่อเวนคืนเพราะการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ปักป้ายประกาศแนวเขตให้ประชาชนทราบแล้ว

ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินและอาคารพิพาทมีราคาสูงถึง 15,000,000 บาท หากโจทก์ทราบหรือแม้แต่เพียงสงสัยว่าจะมีการเวนคืน โจทก์ย่อมจะไม่ยอมทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยอย่างแน่นอนเพราะเงินค่าทดแทนที่จะได้รับจากการถูกเวนคืนนั้นไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยตามสัญญาจะซื้อขายการที่จำเลยปิดบังข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบเรื่องการเวนคืนที่ดินและขออนุญาตก่อสร้างอาคารเพียง 4 ชั้น แต่ทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ว่าเป็นอาคาร 5 ชั้น ล้วนแต่เป็นกลฉ้อฉลของจำเลยซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่าหากจำเลยไม่ใช้กลฉ้อฉลดังกล่าว โจทก์ก็คงจะไม่แสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทเอกสารหมาย จ.1 กับจำเลยการแสดงเจตนาของโจทก์จึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 ประกอบด้วยมาตรา 162 เมื่อโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวแล้วตามเอกสารหมาย

จ.10 และ จ.11สัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทย่อมเป็นโมฆะ โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินที่รับไว้แก่โจทก์ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ระพินทร บรรจงศิลป · สมชาย จุลนิติ์ · ชวลิต ตุลยสิงห์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6188/2540

จำเลยทราบดีว่าที่ดินที่จำเลยเสนอขายที่ดินให้แก่โจทก์ที่ระบุว่าที่ดินมีเนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 37 ตารางวา ความจริงที่ดินมีเนื้อที่เพียง 4 ไร่ 3 งาน72 ตารางวา เท่านั้น จึงเป็นกรณีที่จำเลยใช้กลฉ้อฉลลวงโจทก…

Supreme Court Judgment No. 5398/2567

จำเลยหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 จนได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย นิติกรรมจึงเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องที่…

Supreme Court Judgment No. 4819/2566

คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลไม่ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 131 และ มาตรา 133 บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดีโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา โดยมาตรา…

Supreme Court Judgment No. 8503/2561

ฎีกาโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 การกระทำการโดยไม่สุจริต โดยพนักงานของจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ในการรับจำนองที่ดินพิพาท โดยโจทก์มิได้กล่าวบรรยายฟ้องไว้คงบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 2…

Supreme Court Judgment No. 15019/2558

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 104 ซึ่งมาตรา 198 ทวิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up