คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 135/2, 209, 210 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 38, 55, 72, 74, 78 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 7, 15, 42 ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ โดยริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์เพื่อไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2), 209 วรรคแรก, 210 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 38 วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 74, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันเพื่อก่อการร้าย กับฐานเป็นอั้งยี่และฐานซ่องโจร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 10 ปี
ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ กับฐานร่วมกันมีซึ่งยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 20 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 32 ปี ริบของกลางทั้งหมด โดยริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์เพื่อไว้ใช้ในราชการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2), 209 วรรคแรก (เดิม), 210 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันเพื่อก่อการร้ายลงโทษจำคุกตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุกคนละ 2 ปี และฐานเป็นซ่องโจรจำคุกคนละ 3 ปี เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำคุกคนละ 37 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า ที่เกิดเหตุเป็นเพิงพัก 4 หลัง โดยสามหลังแรกอยู่ห่างกันประมาณ 10 เมตร ลักษณะเป็นกลุ่มเดียวกัน หลังที่ 4 ซึ่งแม้จะอยู่ห่างจากสามหลังแรกประมาณ 200 เมตร แต่ลักษณะของเพิงพักหลังที่ 4 ก็คล้ายกับเพิงพักสามหลังแรก ส่อแสดงว่าเพิงพักทั้งสี่หลัง มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน อีกทั้งเพิงพักทั้งสี่หลัง ปลูกอยู่ในป่าโกงกางซึ่งอยู่กลางลำน้ำ มีต้นไม้ในป่าอำพราง และต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการสัญจรไปมา ประกอบกับไม่ปรากฏว่าในเพิงพักทั้งสี่หลัง มีอุปกรณ์จับปลาหรือสัตว์น้ำแต่อย่างใด บ่งชี้ว่าเพิงพักทั้งสี่หลัง
ถูกสร้างขึ้นในลักษณะปิดบังซ่อนเร้นอำพรางมิให้ผู้อื่นพบเห็น มิใช่เพื่อพักรอในการจับปลาหรือสัตว์น้ำ เพิงพักหลังที่ 2 ยังพบกระดานไวท์บอร์ดที่เขียนข้อความภาษารูมี ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ซื่อสัตย์ ภักดีต่อองค์กร และเคารพต่อกฎระเบียบวินัยตามจุดประสงค์เป้าหมายขององค์กร เคารพต่อกฎระเบียบของทหารอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างด้วยความตั้งใจรับผิดชอบต่อทหารและองค์กร BRN เคร่งครัดต่อกฎระเบียบทหารและเคารพเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาโดยไม่ฝ่าฝืนต่อกฎระเบียบและคำสั่งแต่อย่างใด และไม่เปิดเผยความลับของกองทัพทหารแก่ศัตรู แม้ชีวิตจะสูญสิ้น อันเป็นข้อความที่มีลักษณะปลุกระดมให้สมาชิกจงรักภักดีต่อองค์กร BRN นอกจากนี้เพิงพักที่เกิดเหตุยังพบเสื้อผ้า
แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เครื่องใช้ส่วนตัว ถังแก๊สที่ประกอบเป็นวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเป็นวัตถุระเบิด อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสิ่งของต่าง ๆ อีกหลายรายการ บ่งบอกว่ามีบุคคลหลายคนพักอาศัยที่เพิงพักที่เกิดเหตุโดยมีจุดมุ่งหมายในการก่อการร้ายโดยใช้ความรุนแรงด้วยวัตถุระเบิดและอาวุธปืน เมื่อพิจารณาสถานที่ตั้งของเพิงพักที่เกิดเหตุรวมทั้งวัตถุพยานของกลางที่พบแล้วสอดรับกับการดำเนินการของขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี เชื่อว่าเพิงพักที่เกิดเหตุทั้งสี่หลัง เป็นแหล่งหลบซ่อน พักพิง สะสมกำลังพลและอาวุธของขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี โจทก์มีร้อยโทต่อตระกูล ร้อยตำรวจเอกวิเชษ และพันตำรวจโทมานิตย์เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่าพบวัตถุพยานรวม 580 รายการ ในเพิงพักที่เกิดเหตุทั้งสี่หลัง และในเรือซึ่งลอยลำอยู่ก่อนถึงเพิงพักที่เกิดเหตุ
เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่มีเหตุจะกลั่นแกล้งนำวัตถุพยานจากที่อื่นไปไว้ในที่เกิดเหตุหรือกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสาม อีกทั้งเบิกความได้สอดคล้องต้องกัน เชื่อว่าเบิกความตามความจริง เมื่อพนักงานสอบสวนส่งวัตถุพยานไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าพบสารพันธุกรรมของจำเลยที่ 1 ตรงกับสารพันธุกรรมของบุคคลที่เก็บได้จากไฟฉายแบบคาดศีรษะ กางเกง เสื้อ แปรงสีฟัน ม้วนเทปกาว และถุงมือ ซึ่งเป็นวัตถุพยานที่เก็บได้จากเพิงพักหลังที่ 1 และที่ 2 ลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่ 1 ตรงกับรอยลายนิ้วมือแฝงที่เก็บได้จากหลอดพลาสติกบรรจุยาสีฟัน ซึ่งเป็นวัตถุพยานที่ได้จากเพิงพักหลังที่ 1 และสารพันธุกรรมของจำเลยที่ 3 ตรงกับสารพันธุกรรมของบุคคลที่เก็บได้จากเปล 2 เปล ซึ่งเป็นวัตถุพยานที่ได้จากเพิงพักหลังที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถูกส่งตัวไปที่ศูนย์พิทักษ์สันติ
จำเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่าในปี 2553 จำเลยที่ 1 ได้รับการชักชวน รับฟังบรรยายเรื่องราวประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี และทำพิธีซูมเปาะห์จากนายลุกมาน วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 พักอยู่ที่เพิงพักที่เกิดเหตุ ตื่นนอนเวลา 5.30 นาฬิกา ประกอบศาสนกิจ พายเรือออกไปทำธุระส่วนตัว ระหว่างทางถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว และรับว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันประกอบวัตถุระเบิดที่เป็นถังแก๊สซึ่งพบในเพิงพักที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 3 ให้การยอมรับว่าในปี 2553 หรือปี 2554 นายลุกมานได้บรรยายเรื่องรัฐปัตตานีให้จำเลยที่ 3 ฟัง ต้องร่วมมือเอารัฐปัตตานีคืนมา หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 เข้าทำพิธีซูมเปาะห์ เข้าเป็นสมาชิกแนวร่วมกอบกู้รัฐปัตตานีและยอมรับว่าจำเลยที่ 3 เคยเข้าไปที่เพิงพักที่เกิดเหตุ 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2558 เข้าไปหาปูและปลา
พบนายลุกมาน ได้นำจำเลยที่ 3 มานั่งที่เพิงพัก พูดคุยกันแล้วกลับ ครั้งที่ 2 และที่ 3 เมื่อต้นและปลายเดือนธันวาคม 2558 นายลุกมานให้จำเลยที่ 3 นำกาแฟและมาม่าไปส่งที่เพิงพักที่เกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 3 นั่งอยู่ที่เปล ซึ่งคำให้การดังกล่าวโจทก์มีร้อยตำรวจโทรัฐศักดิ์ ผู้ซักถามจำเลยที่ 1 และสิบตำรวจโทอับดุลรอหมาน ผู้ซักถามจำเลยที่ 3 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การด้วยความสมัครใจ ไม่ได้ถูกบังคับขู่เข็ญ ทำร้าย หรือจูงใจ ตามผลการซักถามเบื้องต้น เห็นว่า ผู้ซักถามทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความไม่ตรงกับความจริง ประกอบกับภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในขณะให้การไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีร่องรอยของการถูกบังคับขู่เข็ญหรือทำร้าย
เชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การด้วยความสมัครใจ มิได้เกิดจากการจูงใจ ให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 พักอยู่ที่เพิงพักที่เกิดเหตุมาก่อนเกิดเหตุ เข้าออกโดยใช้เรือพาย 3 ลำ ซึ่งนายเมาลานา จัดหามาประมาณ 2 ถึง 3 ปี ไม่มีบุคคลแปลกหน้าเข้ามา และไม่เคยนำบุคคลใดเข้ามา เพราะกฎของนายเมาลานาห้ามไว้ นายอิสยาซะห์ เป็นคนสั่งให้จำเลยที่ 1 เอาปุ๋ยยูเรียสีขาวผสมกับน้ำมันเบนซินและเหล็กเส้นตัดท่อนแล้วนำไปตากแดด จำเลยที่ 3 ให้การว่านายลุกมานเป็นผู้ทำพิธีซูมเปาะห์ให้จำเลยที่ 3 โดยถูกนายลุกมานบังคับ และรับว่าเคยไปที่เพิงพักที่เกิดเหตุ 3 ครั้ง ตามที่เคยให้การที่ศูนย์พิทักษ์สันติ
เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ในคำให้การดังกล่าว แต่นายราเชษฐ์ ผู้นำศาสนา ร่วมฟังการสอบสวนจำเลยที่ 1 และนายนิอำรัน ทนายความร่วมฟังการสอบสวนจำเลยที่ 3 ด้วย อันเป็นพยานหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การจริงด้วยความสมัครใจ มิได้ถูกจูงใจ ให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญหลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น แม้คำให้การทั้งหมดดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า แต่เป็นคำรับที่เป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 เอง และเมื่อพิเคราะห์สภาพ ลักษณะ