เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์กับจำเลยทั้งสองต่างเป็นเอกชนโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่านาฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ให้เช่านาและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ซื้อนาจากจำเลยที่ ๑ โดยขอให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดนครนายก (คชก. จังหวัดนครนายก) ที่วินิจฉัยว่า การบอกเลิกการเช่านาไม่ถูกต้องตามวิธีการและขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ โจทก์จึงยังอยู่ในฐานะผู้เช่านาที่พิพาท และการที่จำเลยที่ ๑ ขายนาให้แก่จำเลยที่ ๒ มิได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่มีต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิทำนาต่อไปจนสิ้นสุดระยะเวลาการเช่ารอบปีฤดูการทำนาและการเก็บเกี่ยวผลผลิต ปี
พ.ศ. ๒๕๕๙ และมีสิทธิซื้อที่นาจากจำเลยที่ ๒ ตามราคาและวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ ๒ ขอให้ส่งมอบนาและขายนาแก่โจทก์ตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนครนายก แต่จำเลยที่ ๒ เพิกเฉย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรวมโฉนดที่ดินและแบ่งแยกในนามเดิมของที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๖๒ ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และให้จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนครนายก คู่ความในคดีนี้จึงไม่มีฝ่ายใดเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งคำฟ้องและคำขอบังคับไม่ได้โต้แย้งการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง หากแต่เป็นการขอให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคชก.
จังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงมิใช่คดีปกครองอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง อันจะเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างเอกชนในทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น()