เนื้อความคำพิพากษา
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องคณะกรรมการควบคุมตรวจตราสอดส่องกิจการต่าง ๆ ของศาลเจ้า ซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลศาลเจ้าแป๊ะกงคลองแงะ และเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลการจัดหาผลประโยชน์ ในที่ดินของศาลเจ้า ตามกฎเสนาบดี ว่าด้วยกุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ. ๒๔๖๓ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเงินของศาลเจ้า พ.ศ. ๒๕๒๐ คดีนี้แม้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและนายอำเภอสะเดา ผู้ได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นผู้ลงนามในสัญญาเช่าที่ดินพิพาทก็ตาม แต่การทำสัญญาเช่าที่ดินและอาคารศาลเจ้าแป๊ะกง
คลองแงะ รวมทั้งข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินหรือการพิจารณาการขอต่อสัญญาเช่าที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี ล้วนมีมูลฐานมาจากสัญญาเช่าที่ดินเพื่อใช้ในการทำประโยชน์การประกอบกิจการค้าน้ำมันเพื่อแสวงหาผลกำไรของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นนิติสัมพันธ์ในเชิงพาณิชย์ โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินค่าเช่าเท่านั้น ไม่ได้มีลักษณะเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองแต่อย่างใด ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครองตามนิยามของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น สัญญาเช่าที่ดินและอาคารศาลเจ้าแป๊ะกงคลองแงะ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม รวมทั้งการมีคำสั่งบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน หรือการพิจารณาการขอต่อสัญญาเช่าที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่พิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมด้วย()