Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2562 (ref. 636637)

พ.ศ. 2562 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ป.รัษฎากร มาตรา 86 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ..." และมาตรา 86/13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้" เห็นว่า ผู้ที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้นั้นนอกจากจะต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องห้ามมิให้ออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/1 และมาตรา 86/2 แล้วจะต้องเป็นการออกใบกำกับภาษีที่ได้มีการขายสินค้าหรือให้บริการจริง โดยเป็นการออกให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่เป็นคู่สัญญาเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเท่านั้น ดังนั้น คำว่า "มิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้" ตามมาตรา 86/13 จึงไม่ได้หมายความเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/1 ซึ่งถูกห้ามมิให้ออกใบกำกับภาษีเท่านั้น หากหมายความรวมถึงผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีที่ไม่มีการขายสินค้ากันจริงด้วย ทั้งตามมาตรา 88/2 วรรคสอง ก็บัญญัติด้วยว่า "ในการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินเมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (6) ให้ถือว่าผู้ประกอบการซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 แต่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีความรับผิดในการเสียภาษีเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน" ใบกำกับภาษีที่จำเลยที่ 1 ขายให้แก่สายลับจึงเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกตามมาตรา 86/13 ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 90/4 (3) เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก มิใช่เป็นตัวการดังที่โจทก์ฟ้อง ก็มิใช่เป็นการแตกต่างในสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง เมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก ตาม ป.อ. มาตรา 86 ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้โดยมิใช่เป็นการแตกต่างในสาระสำคัญ ไม่จำต้องยกฟ้อง กรณีของจำเลยที่ 5 เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกตามมาตรา 86/13 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 5 เป็นตัวการ เมื่อทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 เป็นผู้ใช้จึงแตกต่างในสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยที่ 5 ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกเอกสารดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 5 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก

Provisions the court ruled on

ป.อ. Section 86 ป.วิ.อ. Section 192 ป.รัษฎากร Section 86 ป.รัษฎากร Section 86/13 ป.รัษฎากร Section 88/2 ป.รัษฎากร Section 90/4

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1824/2560 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนนี้ว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ แต่คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1824/2560 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77, 77/1, 77/2, 78, 86/13, 90/4 (3) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และสั่งริบใบกำกับภาษีของบริษัทเอสพีเอส เทคโนโลยี แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด 42 ฉบับ และโทรศัพท์เคลื่อนที่สีดำ 1 เครื่อง ของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2, 78, 86/13, 90/4 (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นกับฐานมีเครื่องกระสุนปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี

ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 รวม 3 กระทง จำเลยที่ 2 รวม 5 กระทง จำเลยที่ 5 รวม 4 กระทง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่น และคำรับกับทางนำสืบฐานเป็นผู้สนับสนุนการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่น ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 2 เดือน 20 วัน รวม 3 กระทง

จำคุก 6 ปี 6 เดือน 60 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 12 เดือน 60 วัน จำเลยที่ 2 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 8 เดือน รวม 5 กระทง จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 40 เดือน จำเลยที่ 5 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ รวม 4 กระทง จำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 8 ปี 24 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ริบใบกำกับภาษีรวม 42 ฉบับ และโทรศัพท์เคลื่อนที่สีดำ 1 เครื่อง ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด

ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ให้จำคุก 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิจะออกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 9 เดือน 60 วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 5 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 พันตำรวจโทกิตติพงศ์ เจ้าพนักงานตำรวจประจำกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจได้รับแจ้งว่า มีกลุ่มบุคคลร่วมกันออกใบกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก เพราะไม่มีการซื้อขายสินค้าตามรายการที่ระบุในใบกำกับภาษี แต่เป็นการออกใบกำกับภาษีตามรายการและมูลค่าสินค้าที่ต้องการ มีภาษีมูลค่าเพิ่มรวมภาษีท้องถิ่นแล้วร้อยละ 7 ของมูลค่าสินค้า แล้วขายใบกำกับภาษีในอัตราภาษีต่ำกว่าร้อยละ 7 ให้แก่ผู้ที่ต้องการนำใบกำกับภาษี ซึ่งเป็นภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำไปหักจากยอดภาษีขายของตน เจ้าพนักงานตำรวจจึงสืบสวนและวางแผนจับกุม

ระหว่างเดือนเมษายน 2557 ถึงเดือนมีนาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนล่อซื้อใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีการขายสินค้ากันจริงหลายครั้ง จากกลุ่มบุคคลตามที่ได้ข้อมูลพบว่า ใบกำกับภาษีที่ล่อซื้อมีผู้ประกอบการที่เป็นผู้ออกใบกำกับภาษี 3 ราย คือ จำเลยที่ 3 บริษัทเอสพีเอส เทคโนโลยี แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัทเวิลด์ เซ็นเตอร์ เทรดดิ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรนำหมายค้นเข้าตรวจค้นสถานที่ต่าง ๆ และในวันเดียวกันได้นัดหมายให้ผู้ขาย 2 ราย ส่งมอบใบกำกับภาษีที่ติดต่อล่อซื้อไว้ให้แก่สายลับ จำเลยที่ 1 นัดหมายให้สายลับมารับใบกำกับภาษีที่ร้านของจำเลยที่ 1 เลขที่ 111/390 ตำบลบึงยี่โถ

อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งมอบใบกำกับภาษีให้แก่สายลับ และนัดหมายผู้ขายอีกหนึ่งรายให้ส่งมอบใบกำกับภาษาที่สถานีบริการก๊าซแอลพีจี ถนนเจ้าพระยา ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีนายชัชวาล ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างนำใบกำกับภาษีมาส่งมอบให้แก่สายลับ ในวันนั้น เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ หลังจากนั้นจึงจับกุมจำเลยอื่นและฟ้องเป็นคดีทั้งสองสำนวนนี้ สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิจะออก ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 86 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 86/1 มาตรา 86/2 และมาตรา 86/8 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ..." และมาตรา 86/13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้" เห็นว่า ผู้ที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้นั้นนอกจากจะต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องห้ามมิให้ออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/1 และมาตรา 86/2 แล้วจะต้องเป็นการออกใบกำกับภาษีที่ได้มีการขายสินค้าหรือให้บริการจริง โดยเป็นการออกให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่เป็นคู่สัญญาเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเท่านั้น

ดังนั้น คำว่า "มิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้" ตามมาตรา 86/13 จึงไม่ได้หมายความเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/1 ซึ่งถูกห้ามมิให้ออกใบกำกับภาษีตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา หากหมายความรวมถึงผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีที่ไม่มีการขายสินค้ากันจริงด้วย ทั้งตามมาตรา 88/2 วรรคสอง ก็บัญญัติด้วยว่า "ในการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินเมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (6) ให้ถือว่าผู้ประกอบการซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 แต่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีความรับผิดในการเสียภาษีเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน" ใบกำกับภาษีที่จำเลยที่ 1 ขายให้แก่สายลับจึงเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกตามมาตรา 86/13 ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 90/4 (3)

ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อมาว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายใบกำกับภาษีจึงเป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการ จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นตัวการหรือเป็นผู้ออกหรือร่วมกันออกใบกำกับภาษี เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงแตกต่างจากคำฟ้องในสาระสำคัญ และไม่ใช่เรื่องที่โจทก์จะประสงค์ให้ลงโทษ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ได้นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก มิใช่เป็นตัวการดังที่โจทก์ฟ้อง ก็มิใช่เป็นการแตกต่างในสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

เมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้โดยมิใช่เป็นการแตกต่างในสาระสำคัญ ไม่จำต้องยกฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 5 กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้การติดต่อสั่งซื้อใบกำกับภาษีทางโทรศัพท์จะไม่สามารถยืนยันได้ว่า ผู้ที่สายลับติดต่อจะใช่จำเลยที่ 5 หรือไม่ และสายลับไม่ได้มาเบิกความยืนยันว่าสั่งซื้อใบกำกับภาษีจากจำเลยที่ 5 ก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าบัญชีเงินฝากที่พันตำรวจโทกิตติพงษ์โอนเงินไปชำระค่าใบกำกับภาษีเป็นชื่อบัญชีของจำเลยที่ 5 และหมายเลขโทรศัพท์และโทรสารที่สายลับใช้ติดต่อกับจำเลยที่ 5 ก็เป็นหมายเลขเดียวกันกับที่จำเลยที่ 5 ให้ไว้กับธนาคารกสิกรไทย

จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้หมายเลขโทรสารที่จำเลยที่ 1 ให้สายลับใช้ส่งรายการในใบกำกับภาษีเป็นหมายเลขเดียวกับที่สายลับติดต่อกับจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 ให้ไว้กับธนาคารอีกเช่นกัน สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า หากลูกค้าต้องการใบกำกับภาษี จำเลยที่ 1 จะติดต่อกับจำเลยที่ 5 โดยตรง ลูกค้าต้องแจ้งชื่อ รายการที่ต้องการระบุในใบกำกับภาษีว่าเป็นผู้ซื้อสินค้าเพื่อให้จำเลยที่ 5 ตรวจสอบว่าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ส่วนใหญ่จำเลยที่ 5 จะให้คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นผู้ส่งใบกำกับภาษีมาให้ มีบางครั้งจำเลยที่ 5 หรือสามีของจำเลยที่ 5 เป็นผู้มาส่งด้วยตนเอง ก่อนที่จำเลยที่ 5 จะให้รถจักรยานยนต์รับจ้างมาส่งจะโทรศัพท์มาบอกว่าให้นายชัชวาลเป็นคนมาส่ง และนายชัชวาลจะเป็นผู้มาส่งใบกำกับภาษีให้เป็นประจำและตกลงให้ชำระเงินค่าใบกำกับภาษีไปยังบัญชีของจำเลยที่ 5 ชื่อบัญชีนางปิ่นอนงค์

บางครั้งฝากให้นายชัชวาลไป ประกอบกับนายชัชวาลให้การในชั้นสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 5 ให้ไปรับใบกำกับภาษีจากชายไทยไม่ทราบชื่อ แล้วนำไปส่งให้แก่หญิงไทยอายุประมาณ 40 ปี นายชัชวาลได้รับเงินมา 65,000 บาท ก่อนหน้านี้เคยนำใบกำกับภาษีไปส่งให้ลูกค้าตามคำสั่งของจำเลยที่ 5 เช่นเดียวกับที่นางสาววลัยพร ให้การในชั้นสอบสวนว่ารายชื่อเซลล์ที่ซื้อขายใบกำกับภาษีจากข้าพเจ้า คือ คุณน้ำ หมายเลขโทรศัพท์ 08 6779 xxxx แม้คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน และคำให้การในชั้นสอบสวนของนายชัชวาลกับนางสาววลัยพรเป็นพยานบอกเล่า ตามที่จำเลยที่ 5 ฎีกาก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 หาได้ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า

พยานซัดทอด เสียทีเดียวไม่ หากแต่ศาลพึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ซึ่งคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นการรับว่า นำใบกำกับภาษีมาขายให้แก่ลูกค้าเช่นกันจึงไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 5 แต่เพียงลำพังเท่านั้น หากเป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนสั่งซื้อใบกำกับภาษี ส่วนคำให้การชั้นสอบสวนของนายชัชวาลและนางสาววลัยพรได้ให้การทันทีในวันที่ถูกจับกุม สอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ นับเป็นพยานหลักฐานที่สามารถรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อสนับสนุนให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังมากขึ้น ที่จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า

จำเลยที่ 5 มิได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุหรือที่มีการตรวจค้นจับกุม โทรศัพท์หมายเลข 08 6779 xxxx จดทะเบียนในชื่อนายมงคล มิใช่ของจำเลยที่ 5 หมายเลขโทรสารเป็นของร้านทรัพย์เพิ่มพูนค้าวัสดุก่อสร้าง นั้น เห็นว่า การติดต่อสั่งซื้อเป็นการติดต่อกันทางโทรศัพท์ไม่จำเป็นที่จำเลยที่ 5 ต้องอยู่ในขณะเกิดเหตุ หากหมายเลขโทรศัพท์และหมายเลขโทรสารดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 5 แล้ว ไม่ปรากฏว่าเหตุใดจำเลยที่ 5 จึงให้ไว้กับธนาคารในการติดต่อ ทั้งที่บัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 5 ทั้งไม่ปรากฏว่าเป็นบัญชีของร้านทรัพย์เพิ่มพูนค้าวัสดุก่อสร้างแต่อย่างใด ประกอบกับนายมงคลเป็นสามีของจำเลยที่ 5 ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 5 เป็นอย่างมาก

ทั้งบัญชีผู้ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่สายลับติดต่อสั่งซื้อใบกำกับภาษีกับจำเลยที่ 5 ก็ปรากฏว่าเป็นบัญชีของนายมงคลอีกเช่นกัน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 5 ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 เป็นผู้ขายใบกำกับภาษีโดยขายให้แก่สายลับ 2 ครั้ง และจากการที่จำเลยที่ 1 ส่งรายการข้อมูลทางโทรสารมาให้จำเลยที่ 5 จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ขายใบกำกับภาษีให้แก่จำเลยที่ 1 อีก 2 ครั้งด้วย รวม 4 กระทง กรณีของจำเลยที่ 5 เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก ตามมาตรา 86/13 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 5 เป็นตัวการ เมื่อทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

จำเลยที่ 5 เป็นผู้ใช้จึงแตกต่างในสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยที่ 5 ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกเอกสารดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 5 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์ · อธิป จิตต์สำเริง · เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
Lower court
ศาลจังหวัดธัญบุรี - นางทิวา ชีวินไกรสอน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล
Supreme Court black case no.
อ1813-1814/2561
Trial court black case no.
อ6318/2558
Trial court red case no.
อ1822/2560
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4040/2567

กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมมีลักษณะเป็นการรวมตัวกันของคณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ร่วมกันกระทำการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอ…

Supreme Court Judgment No. 1581/2567

แม้ตาม ป.อ. มาตรา 268 บัญญัติให้ผู้ใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 265 และเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น รับโทษตามมาตรานี้เพียงกระทงเดียว แต่การใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตาม ป.รัษฎากร มาตรา…

Supreme Court Judgment No. 1488/2567

ผู้ที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 ต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลและต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเท่านั้น ซึ่งในการ…

Supreme Court Judgment No. 3043/2563

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 3 มิได้สมคบเป็นตัวการร่วมกับผู้ร่วมกระบวนการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลางมาตั้งแต่เริ่มต้นติดต่อและตกลงซื้อขายหรือในการรับมอบเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนข…

Supreme Court Judgment No. 3009/2563

เมทแอมเฟตามีนของกลาง 565 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่ ส. ซื้อมาจากจำเลย หลังจากที่จำเลยขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ส. โดยจำเลยได้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนไปแล้ว การครอบครองเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายแ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up