คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายจรัส บุญชัยผู้ตาย ชำระเงินที่ผู้ตายกู้ไปจากโจทก์จำนวน 429,845.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจำเลยให้การขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยท้ากันเรื่องลายมือชื่อผู้ตายว่าปลอมหรือไม่ ผลการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานว่าไม่ใช่ลายมือชื่อปลอมจึงพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 429,845.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 355,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าไม่ใช่เรื่องคู่ความท้ากัน ยังต้องสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาพิพากษายืนศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่แล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน429,845.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 355,000บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538) ไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์เสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดแทนโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีพิรุธและไม่แน่ชัดรับฟังไม่ได้ว่านายจรัสลงชื่อในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.3 ผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อรับฟังไม่ได้นั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า โจทก์มีประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า นายจรัสลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ ประกอบทั้งผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อนายจรัส ในสัญญากู้ยืมเงินกับลายมือชื่อในบัญชีลงเวลานักศึกษาช่องลายมือชื่อนายจรัสนั้น ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ซึ่งโจทก์มีนายปกรณ์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าลายมือในบัญชีลงเวลานักศึกษาดังกล่าวเป็นลายมือนายจรัสจึงฟังได้ว่านายจรัสได้ทำสัญญากู้ยืมเงินและลงชื่อในช่องผู้กู้ ดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง"
Result
พิพากษายกฎีกาจำเลย