Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6396/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ทั้งสองทำนิติกรรมขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม ย่อมถือว่าโจทก์ได้บอกล้างโมฆียะกรรมนั้นแล้วนิติกรรมการซื้อขายที่ดินจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินมาจากโจทก์ทั้งสองด้วยวิธีการไม่ถูกต้องชอบธรรม จึงเป็นการได้ที่ดินมาโดยไม่สุจริตการบอกล้างโมฆียะกรรมของโจทก์ทั้งสองย่อมยกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1469เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา เมื่อประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1กับพวก ใช้อุบายหลวกลวงขอซื้อที่ดินดังกล่าวในราคา 14,696,000 บาท ตกลงชำระค่าที่ดินทั้งหมดในคราวเดียวกัน วันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) สาขาถนนหลังสวน ชำระค่าที่ดินให้โจทก์ที่ 2จำนวน 14,000,000 บาท เพื่อเข้าบัญชีโจทก์ที่ 2 ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน ส่วนที่เหลือ 696,000 บาท จะชำระที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีสาขาลำลูกกา วันที่ 27 เดือนเดียวกันโจทก์ที่ 2 ได้รับแจ้งจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัดสาขางามวงศ์วาน ว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับดังกล่าว

โจทก์ที่ 2 ตรวจสอบไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาลำลูกกา จึงทราบว่าจำเลยที่ 1จดทะเบียนขายฝากที่ดินให้จำเลยที่ 2 ไปในวันเดียวกันโดยไม่สุจริต ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และนิติกรรมการขายฝากที่ดินดังกล่าวฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน2538 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าว และให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 1469 ตำบลลำไทร (คลองหกวาสายล่างฝั่งเหนือ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) และลงชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามเดิม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมคืนโฉนดพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง

หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1มีผลสมบูรณ์ จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฉ้อโกงโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่อาจยกความบกพร่องในการซื้อระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 มาใช้ยันจำเลยที่ 2 ได้ ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นายณรงค์ศักดิ์ ยูนุช ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 1469 ตำบลลำไทร (คลองหกวาสายล่างฝั่งเหนือ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) เมื่อวันที่23 พฤศจิกายน 2538 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนรายการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวที่ทำในวันเดียวกันหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยกจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1469 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 มีผลบังคับหรือไม่และโจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2หรือไม่ สำหรับปัญหาข้อแรกข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2โอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 14,696,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารแหลมทอง จำกัด สาขาถนนหลังสวน จำนวน 14,000,000 บาท ชำระค่าที่ดิน ส่วนที่เหลืออีก 696,000 บาท ชำระเป็นเงินสด วันเดียวกันจำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ตามหลักฐานภาพถ่ายเอกสาร

จ.16 ถึง จ.18 ต่อมาปรากฏว่าเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายชำระค่าที่ดิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ที่ 2 จึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ฐานฉ้อโกงและได้แจ้งขออายัดที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาลำลูกกา โจทก์ที่ 2 และนายหมัด อี๊สอาด เบิกความว่าประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2538 นางวรรณาไม่ทราบนามสกุลมาติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาท ต่อรองราคากันได้ข้อยุติที่ราคา 14,696,000 บาท วันที่ 21 เดือนเดียวกันนางวรรณา นางเกตุ นายเล็ก ไม่ทราบนามสกุล รับโจทก์ที่ 2 กับนายหมัดไปเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน โดยนางเกตุเป็นคนออกเงินให้ 1,000 บาท บุคคลทั้งสามอ้างว่าเพื่อจะได้นำเงินค่าที่ดินมาเข้าบัญชี

หลังจากนั้นอีก 2 วัน จำเลยที่ 1 กับนายเล็กมารับโจทก์ที่ 2 กับนายหมัดไปโอนที่ดินโดยพาไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน ซึ่งเปิดบัญชีไว้และบอกว่าจะนำเงินเข้าบัญชีให้ก่อน จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คของธนาคารแหลมทอง จำกัด สาขาถนนหลังสวนเป็นเงิน 14,000,000 บาท ให้โจทก์ที่ 2 นำเข้าบัญชี แล้วพาโจทก์ที่ 2 กับนายหมัดไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาลำลูกกา นายเล็กให้นายหมัดนั่งรอในรถดูแลสมุดเงินฝาก ส่วนจำเลยที่ 1 เรียกโจทก์ที 2 ให้ไปลงลายมือชื่อในเอกสารหลายฉบับหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้มอบเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 696,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 แล้วบอกให้กลับบ้านได้ ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2538 ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์

จำกัด สาขางามวงศ์วาน มาสอบถามโจทก์ที่ 2 ที่บ้านว่าไปสำนักงานที่ดินทำไม เมื่อทราบว่าโจทก์ที่ 2 ไปโอนที่ดินผู้จัดการธนาคารก็บอกว่าถูกหลอกแล้ว เพราะเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายให้โจทก์ที่ 2 ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน นอกจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 และนายหมัดดังกล่าวมาแล้ว โจทก์ทั้งสองยังมีหลักฐานสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขางามวงศ์วาน เอกสารหมาย จ.15 แสดงรายละเอียดว่าในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 มีการนำเช็คจำนวนเงิน 14,000,000 บาทฝากเข้าบัญชีของโจทก์ที่ 2 และนายหมัดจริง แต่ต่อมาวันที่ 27 เดือนเดียวกัน ก็มีการถอนเงินจำนวนดังกล่าวออกไปเนื่องจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน และภาพถ่ายเอกสารเช็คซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายแก่โจทก์ที่ 2 รวมทั้งใบคืนเช็คระบุว่าบัญชีปิดแล้ว ตามเอกสารหมาย

จ.19 พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อ แม้ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.16 จะระบุว่าคู่สัญญาตกลงซื้อขายที่ดินกันในราคา 2,000,000 บาทก็มิได้เป็นข้อพิรุธ เพราะในทางปฏิบัติคู่สัญญาซื้อขายที่ดินมักจะแจ้งราคาที่ดินที่ซื้อขายกันตามราคาประเมิน เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินทั้ง ๆ กรณีดังกล่าวมิใช่การนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) เพราะเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ทำลายนิติกรรมการซื้อขายโดยอ้างว่าถูกจำเลยที่ 1 ใช้อุบายหลอกลวง นอกจากนี้นายปรีชา ตั้งจิตรักษาพร สมุหบัญชีธนาคารแหลมทอง จำกัด สาขาถนนหลังสวน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า

เช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเข้าบัญชีโจทก์ที่ 2 กับนายหมัดเพื่อชำระค่าที่ดิน สั่งจ่ายเงินจากบัญชีกระแสรายวันของห้างหุ้นส่วนจำกัดพัฒนากิจเอเซียซัพพลาย เงื่อนไขการสั่งจ่ายต้องมีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 พร้อมประทับตราสำคัญ แต่ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวไม่มีการประทับตราคงมีแต่เพียงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้ว ทั้งได้ความว่าเงินในบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดพัฒนกิจเอเซียซัพพลายเหลืออยู่เพียง 600 บาท กรณีดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1วางแผนการหลอกลวงโจทก์ทั้งสองมาตั้งแต่ต้น แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาจะซื้อที่ดินพิพาทอย่างแท้จริง เพียงแต่ต้องการแสวงหาประโยชน์จากที่ดินพิพาท โดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของโจทก์ที่ 2 กับนายหมัดแสร้งทำให้คนทั้งสองเข้าใจว่า

จำเลยที่ 1โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ให้แล้ว ซึ่งหากโจทก์ที่ 2 และนายหมัดเข้าใจดีว่าการสั่งจ่ายเช็คเข้าบัญชีจะมีผลสมบูรณ์สามารถเบิกเงินได้จะต้องรอให้เช็คเรียกเก็บเงินได้เสียก่อน การจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทก็คงจะไม่เกิดมีขึ้น ต่อมาหลังจากที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินและมีการขออายัดที่ดินพิพาทแล้ว นายประสิทธิ์ รักสลามทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้จดทะเบียนเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดิน แต่ไม่สามารถติดต่อจำเลยทั้งสองได้ โดยปรากฏหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.4ถึง จ.7 ว่า บ้านจำเลยที่ 1 ปิด ส่วนบ้านจำเลยที่ 2 ไม่สามารถหาบ้านเลขที่ได้ แสดงว่าจำเลยที่ 1 หลบหนีไปแล้ว จากพฤติการณ์ดังกล่าวการแสดงเจตนาซื้อขายที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นไปโดยถูกจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลหลอกลวง

นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 แม้ตามฟ้องโจทก์จะมิได้บรรยายว่าการแสดงเจตนาขายที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองเกิดขึ้นเพราะกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ได้ความว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าที่ดินก็เพราะมีเจตนาตั้งใจหลอกลวงโจทก์ทั้งสองมาตั้งแต่ต้นจึงย่อมเป็นที่เข้าใจว่าโจทก์ทั้งสองได้ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 1 ใช้กลอุบายหลอกลวงโจทก์ปกปิดข้อความจริงมาตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 1จะซื้อที่ดิน มีเจตนาไม่ชำระราคาที่ดิน ทั้งจัดการขายฝากที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกับที่จดทะเบียนซื้อขาย ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ปกปิดล้วนเป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่ถ้ามิได้มีการปกปิดเช่นนั้น

การทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทก็คงมิได้เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นเรื่องการทำนิติกรรมจดทะเบียนซื้อขายที่ดินอันเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม ย่อมถือว่าโจทก์ได้บอกล้างโมฆียะกรรมนั้นแล้ว นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์ทั้งสองขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับโอนที่ดินมาในวันเดียวกันก็จดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 2 ทันที ที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ทั้งสองมีราคา14,696,000 บาท แต่กลับขายฝากกันในราคาเพียง 5,715,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาที่ดินมาก

นายอำพล พลพาณิชย์ สามีจำเลยที่ 2 อ้างว่าตนเองเป็นคนออกเงินค่าที่ดินแต่กลับให้จำเลยที่ 2 ซึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน และหัวใจโต จนกระทั่งไม่สามารถมาเบิกความต่อศาลในฐานะคู่ความได้เป็นผู้ลงชื่อรับซื้อฝากที่ดิน ทั้งตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.17 ระบุว่า จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 5229 แขวงดินแดง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร แต่ในชั้นที่ทนายโจทก์ติดต่อส่งหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3จ.4 พนักงานไปรษณีย์หาบ้านเลขที่ดังกล่าวไม่พบนายวิชาญ เกริกอาชาชัย บุตรชายจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 5159 แขวงดินแดง เขตห้วยขวาง

กรุงเทพมหานคร แต่ตามสำเนาทะเบียนบ้าน แต่มีชื่อจำเลยที่ 2 อยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 5223 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.2 เป็นไปได้ว่า จำเลยที่ 2 แจ้งหลักฐานที่อยู่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อมิให้ติดตามตัวได้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงถึงพฤติกรรมของจำเลยที่ 2 กับพวกมีข้อพิรุธน่าสงสัย เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ทั้งสองด้วยวิธีการอันไม่ถูกต้องชอบธรรม กรณีของจำเลยที่ 2 จึงเข้าข่ายของบุคคลภายนอกผู้ได้ที่ดินมาโดยไม่สุจริต การบอกล้างโมฆียะกรรมของโจทก์ทั้งสองเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 ย่อมยกเป็นข้อต่อสู้ตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิขอเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
วิรัช ลิ้มวิชัย · มานะ ศุภวิริยกุล · สดศรี สัตยธรรม
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5398/2567

จำเลยหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 จนได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย นิติกรรมจึงเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องที่…

Supreme Court Judgment No. 8503/2561

ฎีกาโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 การกระทำการโดยไม่สุจริต โดยพนักงานของจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ในการรับจำนองที่ดินพิพาท โดยโจทก์มิได้กล่าวบรรยายฟ้องไว้คงบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 2…

Supreme Court Judgment No. 3108/2545

โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าถูกจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง โจทก์ย่อมต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี

Supreme Court Judgment No. 1517/2530

กรมที่ดินมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนด ที่ดินของโจทก์ เพราะที่ดินอยู่ในเขตที่ดินสงวนหวงห้าม ย่อมมีผลให้โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนด ที่…

Supreme Court Judgment No. 6656/2567

การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up