Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6398/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ข้ออุทธรณ์ฎีกาของโจทก์ซึ่งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้ และศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วย จึงเป็นอุทธรณ์ฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ฎีกา ที่ดินมรดกของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนด้านที่ติดคลองกลายเป็นที่ดินที่อยู่ติดกับถนนที่ที่จะก่อสร้างเนื่องจากการเวนคืนซึ่งเป็นถนนที่ใช้เป็นทางสัญจรกว้าง 60 เมตรเป็นถนนขนาดใหญ่ แม้จะทำให้ที่ดินด้านกว้างซึ่งติดถนนสาธารณะอยู่แล้วแคบลงไปกว่าเดิม และเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจะใช้ที่ดินส่วนที่เหลือก่อสร้างอาคารสูงตามความตั้งใจของโจทก์ก็ตาม แต่ประโยชน์ในทางอื่นที่โจทก์ได้รับจากการใช้ที่ดินส่วนที่เหลือด้านที่ติดกับถนนที่ทางราชการตัดใหม่กลับมีมากกว่าเดิมเป็นอย่างมาก คือสามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดแนว ทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนมีราคาสูงขึ้น แม้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์วิธีการคำนวณราคาที่สูงขึ้นหรือลดลงของอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนออกใช้บังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคสี่ก็ตาม แต่มาตรา 21 วรรคสอง และวรรคสาม ที่ให้เอาราคาที่สูงขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนหักออกจากเงินค่าทดแทนและให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้สำหรับอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์อันราคาลดลงนั้น เป็นบทบัญญัติที่เป็นหลักสำคัญในการสนับสนุนให้การเวนคืนเป็นไปด้วยความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมโดยสมบูรณ์ ส่วนมาตรา 21 วรรคสี่เป็นเพียงวิธีการที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการสำคัญของมาตรา 21 เท่านั้น จึงไม่ใช่กรณีที่จะถือเป็นเหตุที่จะทำให้หลักการสำคัญตามมาตรา 21 วรรคสองและวรรคสามใช้บังคับไม่ได้ เมื่อปรากฏชัดว่าที่ดินของโจทก์ในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นเพราะการเวนคืน จึงต้องนำเอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับ เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนจะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพียงใดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530หมวด 2 เงินค่าทดแทน และผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(1) ที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนนั้นต้องเป็นกรณีที่ที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนนั้นราคาลดลง แต่เมื่อที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนนั้นมีราคาสูงขึ้น ทั้งไม่มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับการต้องถอยร่นระยะจากแนวถนนสาธารณะเมื่อมีการก่อสร้างอาคารตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนในส่วนนี้

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 225 ป.วิ.พ. Section 249 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 18 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 21

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองและนายทิม หวั่งหลีเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายตันซิวติ่ง หวั่งหลี ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2527 นายทิมได้ถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่และมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของนายตันซิวติ่งตามกฎหมายทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของนายตันซิวติ่งซึ่งโจทก์ทั้งสองร่วมกันจัดการคือที่ดินโฉนดเลขที่ 4491 เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน19 ตารางวา เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2516 ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ และแขวงสีลมเขตบางรัก และแขวงยานนาวา แขวงทุ่งมหาเมฆ แขวงทุ่งวัดดอนและแขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516เพื่อสร้างทางและปรับปรุงระบบระบายน้ำสำหรับกรุงเทพมหานครปรากฏว่าที่ดินของนายตันซิวติ่ง

อยู่ในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัติที่ประกาศเวนคืน เนื้อที่ 2 ไร่76 ตารางวา หลังจากนั้น โจทก์ทั้งสองกับนายทิมได้จดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายตันซิวติงทราบว่าที่ดินดังกล่าวบางส่วนอยู่ในแนวเขตเวนคืน โจทก์ทั้งสองกับนายทิมได้ทำการแบ่งแยกที่ดินเพื่อแบ่งแก่ทายาทตามข้อกำหนดในพินัยกรรมรวม 6 โฉนด ภายหลังแบ่งแยกที่ดินแล้ว ปรากฏว่าที่ดินถูกเวนคืนรวม 3 โฉนด คือโฉนดเลขที่ 4491,41367 และ41368 รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 1,033 ตารางวา ต่อมาผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งราคาค่าทดแทนและแจ้งการเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ให้นายตันซิวติ่งทราบซึ่งโจทก์ทั้งสองเห็นว่า

คณะกรรมการดังกล่าวกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่นายตันซิวติ่งยังไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ทั้งสองจึงได้อุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่27 ธันวาคม 2534 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ทั้งสองเห็นว่าราคาค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวยังไม่เป็นธรรมเพราะที่ดินที่ถูกเวนคืนมีสภาพที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจที่สำคัญที่สุด และที่ดินอยู่ติดถนนสาธารณประโยชน์ (ถนนสาธร)สามารถเข้าออกที่ดินได้สะดวก และเมื่อที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนไปบางส่วนทำให้โจทก์ทั้งสองไม่อาจดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดได้ตามโครงการ ดังนั้น ที่ดินในส่วนที่เหลือจึงไม่ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่การเวนคืนที่ดินดังกล่าวกลับทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือไม่สามารถสร้างอาคารเต็มเนื้อที่เหลือจากการเวนคืน

เพราะจะต้องเสียพื้นที่เพื่อเป็นแนวถอยร่นของตัวอาคารตลอดแนวขนานกันถนนที่ตัดใหม่ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จำนวนไม่น้อยกว่า380 ตารางวา แต่โจทก์ทั้งสองขอคิดเพียง 243 ตารางวาซึ่งจำเลยทั้งสี่มิได้กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสี่จะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ กล่าวคือที่ดินที่ถูกเวนคืน 1,033 ตารางวา และที่ดินส่วนที่เหลือต้องถอยร่นตัวอาคารตลอดแนวที่ดินอีกจำนวน 243 ตารางวาคิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 510,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2534 ถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย 24,800,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 535,200,000 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 535,200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน510,400,000 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนโจทก์ทั้งสองได้รับประโยชน์จากการเวนคืนตัดถนน เพราะมีราคาสูงขึ้น และที่ดินที่เหลือมีจำนวนมากกว่าทีถูกเวนคืนจึงต้องเอาราคาที่สูงขึ้นหักออกจากค่าตอบแทน เมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินส่วนที่เหลือ 1,647 ตารางวา ภายหลังตัดถนนที่เวนคืนแล้วที่ดินมีราคาสูงขึ้นเป็นราคาตารางวาละ 30,000 บาทเนื้อที่ 50 ตารางวา และราคาตารางวาละ 80,000 บาทเนื้อที่ 1,597 ตารางวา ตามตำแหน่งที่ตั้ง คิดเป็นเงินทั้งสิ้น129,260,000 บาท ฉะนั้นราคาที่ดินที่สูงขึ้นคิดได้เป็นเงิน63,850,000 บาท แต่ค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นเงิน36,280,000 บาท เมื่อหักกลบลบกันแล้วเกลื่อนกลืนกันที่ดินถูกเวนคืนเพียง 876 ตารางวา

เท่านั้นและมีราคาไม่ถึงตารางวาละ 400,000 บาท นอกจากนี้โครงการก่อสร้างอาคารชุดของโจทก์ทั้งสองเป็นเพียงโครงการ ยังไม่มีการดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างแต่อย่างใด และเป็นเพียงการคาดคะเนในอนาคตเท่านั้น และหากโจทก์ทั้งสองจะก่อสร้างหรือใช้ประโยชน์บนที่ดินไม่ว่าที่ดินจะถูกเวนคืนหรือไม่โจทก์ทั้งสองก็ต้องเสียพื้นที่เพื่อเป็นแนวถอยร่นของตัวอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้รับความเสียหายและคณะกรรมการกำหนดราคาและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งสองเป็นธรรม เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 131,400,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงิน61,320,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ฎีกาศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายตันซิวติ่ง หวั่งหลี เจ้ามรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 4491 เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวาซึ่งเป็นที่ดินที่อยู่ติดถนนสาธร หน้ากว้างประมาณ 66 เมตรยาวประมาณ 166 เมตรและเป็นที่ดินถูกเวนคืนในคดีนี้เมื่อปี 2506 และ 2511 ทางราชการได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลสุรวงศ์ตำบลสีลม

อำเภอบางรัก และตำบลยานนาวา ตำบลทุ่งมหาเมฆตำบลทุ่งวัดดอน ตำบลช่องนนทรี อำเภอยานนาวา จังหวัดพระนครพ.ศ. 2506 และ 2511 มีอายุใช้บังคับแต่ละฉบับ 5 ปี ต่อมาทางราชการได้ออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ และแขวงสีลม เขตบางรัก และแขวงยานนาวาแขวงทุ่งมหาเมฆ แขวงทุ่งวัดดอน และแขวงช่องนนทรี เขตยานนาวากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516 เพื่อประโยชน์ของรัฐในการสร้างทางและปรับปรุงระบบระบายน้ำ สำหรับกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ และให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนั้น ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์

พ.ศ. 2516 ที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่ง หรือที่ดินโฉนดเลขที่ 4491 ถูกเวนคืนลำดับที่ 47 จำนวนเนื้อที่ 876 ตารางวา แต่เมื่อรังวัดแบ่งแยกโจทก์ทั้งสองอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวถูกเวนคืนเนื้อที่1,033 ตารางวา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ทั้งสองได้รับหนังสือ ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2534 ซึ่งเป็นหนังสือของผู้ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบว่าที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่ง ถูกเวนคืนบางส่วน คณะกรรมการฯได้กำหนดค่าทดแทนให้ตารางวาละ 30,000 บาท และ70,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 36,280,000 บาทโจทก์ทั้งสองไม่พอใจค่าทดแทนที่คณะกรรมการฯ กำหนดให้จึงอุทธรณ์ขอค่าทดแทนเพิ่มต่อจำเลยที่ 4 เป็นตารางวาละ400,000 บาท

จำเลยที่ 4 ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองเพียงแต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้คืนเงินค่าทดแทนที่ดินหักไว้จำนวน 36,280,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่าที่ดินมรดกของนายตัวซิวติ่ง โฉนดเลขที่ 4491แขวงบางรัก (สาธร) เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ถูกเวนคืนโดยพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ในท้องที่แขวงสุรวงศ์พ.ศ. 2516 จำนวนเนื้อที่เท่าไร ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่งถูกเวนคืนเพียงเนื้อที่ 876 ตารางวาตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเท่านั้น หาใช่เนื้อที่ 1,033 ตารางวาดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ส่วนปัญหาที่โจทก์ทั้งสองฎีกาในประการต่อมาว่า การที่คณะกรรมการฯ

มิได้พิจารณากำหนดราคาและจำนวนเงินค่าทดแทนของโจทก์ทั้งสองภายในกำหนด 120 วัน และมิได้ประกาศราคาที่กำหนดภายใน 180 วัน นับแต่วันคณะกรรมการฯได้รับแต่งตั้งถือว่าเป็นการไม่ชอบ จึงไม่อาจใช้ข้อพิจารณาของคณะกรรมการกำหนดราคาและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์มาใช้ยันโจทก์ทั้งสองได้ จำเลยทั้งสี่จึงต้องชดใช้ค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนแก่โจทก์ทั้งสองตามราคาในขณะที่โจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิคือตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2534 เป็นต้นไปนั้น เห็นว่า ข้อฎีกาของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นข้อที่ฎีกาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองมิได้บรรยายฟ้องไว้ และศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วย จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองยกขึ้นเป็นข้อฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในปัญหานั้นชอบแล้วสำหรับปัญหาเรื่องค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนที่ทั้งสองฝ่ายต่างฎีกาคือ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองฎีกาขอค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มโดยกล่าวในฎีกาว่าขณะที่คณะกรรมการฯ พิจารณากำหนดค่าทดแทนที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่งมีราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด ตารางวาละ 400,000 บาท ไม่ใช่ตารางวาละ70,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ โจทก์ทั้งสองจึงควรมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นตามราคาที่ดินที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในขณะนั้นคือตารางวาละ400,000 บาท และจำเลยทั้งสี่ฎีกาขอให้ถือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินปี 2531 ถึง 2534 ตามที่คณะกรรมการฯใช้เป็นเกณฑ์มาเป็นเกณฑ์กำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองและให้เอาราคาที่สูงขึ้นหักออกจากเงินค่าทดแทนที่โจทก์ทั้งสองจะพึงได้รับด้วยนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า การใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรา21(1) ถึง (5) เว้นแต่วันที่เป็นฐานที่ตั้งสำหรับราคาอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯมาเป็นปี 2531 อันเป็นปีที่มีการเริ่มดำเนินการเพื่อกำหนดค่าทดแทนใหม่ย่อมเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมตรงกับหลักการสำคัญของการกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ปัญหาว่าเงินค่าทดแทนที่ดินมรดกของนายตัวซิวติ่งที่ถูกเวนคืนเมื่อกำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดประกอบราคาที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ประกอบราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประกอบสภาพที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในปี 2531 ประกอบเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนแล้ว

ควรเป็นเงินจำนวนเท่าใดนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่งเป็นที่ดินอยู่ติดถนนสาธรซึ่งเป็นถนนใหญ่สายสำคัญสายหนึ่งที่อยู่ในย่านความเจริญทางธุรกิจกลางเมืองหลวงและเชื่อมต่อกับถนนสายสำคัญอื่นอีกหลายสาย การคมนาคมสะดวก มีอาคารสูงทั้งที่เป็นอาคารสำนักงานธุรกิจการค้าและอาคารสถานทูตของประเทศต่าง ๆ หลายประเทศตั้งอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินแปลงดังกล่าวก่อนถูกเวนคืนมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าได้สัดส่วนมีหน้ากว้างที่ติดถนนสาธรประมาณ66 เมตร และยาวลึกเข้าไปประมาณ 166 เมตร และเมื่อฟังประกอบกันกับราคาที่ดินที่ซื้อขายกันเมื่อวันที่19 ธันวาคม 2534 ตารางวาละประมาณ 300,000 บาทแล้วมีเหตุให้เชื่อได้ว่าที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่วทั้งแปลงมีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในปี 2531 สูงกว่าราคาที่คณะกรรมการฯ หรือที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ แต่ราคาไม่ถึงตารางวาละ 300,000 บาท

ดังนั้นค่าทดแทนที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่งซึ่งถูกเวนคืนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เฉลี่ยตารางวาละ 200,000 บาท จำนวน 876 ตารางวา เป็นเงิน175,200,000 บาท นับว่าเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองและสังคมแล้วอย่างไรก็ดีที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่งที่เหลือจากการเวนคืนด้านที่ติดคลองกลายเป็นที่ดินที่อยู่ติดกับถนนที่ที่จะก่อสร้างเนื่องจากการเวนคืนซึ่งเป็นถนนที่ใช้เป็นทางสัญจรกว้าง 60 เมตรเป็นถนนขนาดใหญ่ แม้จะทำให้ที่ดินด้านกว้างซึ่งติดถนนสาธรแคบลงไปกว่าเดิม และเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถจะใช้ที่ดินส่วนที่เหลือก่อสร้างอาคารสูงตามความตั้งใจของโจทก์ทั้งสองอย่างที่โจทก์ทั้งสองนำสืบก็ตามแต่ประโยชน์ในทางอื่นจากการใช้ที่ดินส่วนที่เหลือด้านที่ติดกับถนนที่ทางราชการตัดใหม่กลับมีมากกว่าเดิมเป็นอย่างมากคือสามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดแนวย่อมทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนอีกจำนวน 1,647 ตารางวา

มีราคาสูงขึ้น แม้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์วิธีการคำนวณราคาที่สูงขึ้นหรือลดลงของอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนออกใช้บังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคสี่ก็ตาม แต่มาตรา 21 วรรคสองและวรรคสาม ที่ให้เอาราคาที่สูงขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนหักออกจากเงินค่าทดแทนและให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้สำหรับอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์อันราคาลดลงนั้น เป็นบทบัญญัติที่เป็นหลักการสำคัญในการสนับสนุนให้การเวนคืนเป็นไปด้วยความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมโดยสมบูรณ์ ส่วนมาตรา 21 วรรคสี่เป็นเพียงวิธีการที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการสำคัญของมาตรา 21 เท่านั้น จึงไม่ใช่กรณีที่จะถือเป็นเหตุที่จะทำให้หลักการสำคัญตามมาตรา 21 วรรคสองและวรรคสามใช้บังคับไม่ได้

เมื่อปรากฏชัดว่าที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่งในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นเพราะการเวนคืนจึงต้องนำเอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทนที่โจทก์ทั้งสองได้รับ เมื่อคำนึงถึงส่วนได้เสียทั้งปวงแล้วเห็นว่าราคาที่สูงขึ้นของที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่งส่วนที่เหลือจากการเวนคืนที่จำเลยทั้งสี่นำสืบตามเอกสารหมาย ล.15 ว่าเนื้อที่ 400 ตารางวาสูงขึ้นตารางวาละ 10,000 บาท เป็นเงิน4,000,000 บาท และเนื้อที่ 1,197 ตารางวา สูงขึ้นตารางวาละ50,000 บาทเป็นเงิน 59,850,000 บาท รวมเป็นเงิน63,850,000 บาท เป็นจำนวนที่เหมาะสม จึงเอาราคาที่สูงขึ้นจำนวน 63,850,000 บาทไปหักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนจำนวน 175,200,000 บาท

คงเหลือเงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์ทั้งสองจะได้รับจำนวน 111,350,000 บาทที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทดแทนที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองตารางวาละ 70,000 บาทรวมเป็นเงิน 61,320,000 บาทและฟังว่าการที่ที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่งถูกเวนคืนบางส่วนไม่ทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือมีราคาเพิ่มขึ้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาส่วนข้อฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่เกี่ยวกับค่าทดแทนที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่งที่เหลือจากการถูกเวนคืนซึ่งโจทก์ทั้งสองฎีกาว่าหากจะมีการก่อสร้างอาคารสูง 9 ชั้น ในภายหลังจะต้องมีการถอยร่นระยะจากแนวที่ดินด้านที่ติดถนนสาธารณะอันหมายถึงถนนที่ทางราชการตัดใหม่เข้าไปประมาณ 6.30 เมตรคิดเป็นเนื้อที่ 261.45 ตารางวา แต่โจทก์ทั้งสองขอคิดเพียง243 ตารางวา

ตารางวาละ 400,000 บาท เป็นเงิน97,200,000 บาท โจทก์ทั้งสอง จึงขอให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทดแทนที่ดินส่วนนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองด้วยนั้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของนายตันซิวติ่งเจ้ามรดกที่ดินที่ถูกเวนคืนจะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพียงใดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 หมวด 2เงินค่าทดแทน ซึ่งมาตรา 18 บัญญัติว่า "เงินค่าทดแทนนั้นให้กำหนดให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ (1) เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืน" และมาตรา 21บัญญัติว่า "เงินค่าทดแทนที่จะให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 นั้น ให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1)

ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6" วรรคสามบัญญัติว่า "ถ้าต้องเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แต่เพียงส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือนั้นราคาลดลงให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้เฉพาะสำหรับส่วนที่เหลืออันราคาลดลงนั้นด้วย"และวรรคห้าบัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้นและบุคคลดังกล่าวได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้สำหรับความเสียหายนั้นด้วย" ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(1)ที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนนั้นต้องเป็นกรณีที่ที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนนั้นราคาลดลงแต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าที่ดินมรดกของนายตันซิวติ่งที่เหลือจากการเวนคืนนั้นมีราคาสูงขึ้น

ทั้งไม่มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับการต้องถอยร่นระยะจากแนวถนนสาธารณะเมื่อมีการก่อสร้างอาคารตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคาร โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนในส่วนนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าทดแทนที่ดินเพื่อการดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 111,350,000บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
สุรินทร์ นาควิเชียร · ถวิล อินทรักษา · กนก พรรณรักษา
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3551/2539

โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยกำหนด โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอให้กำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาตารา…

Supreme Court Judgment No. 3283/2562

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7711 ของผู้คัดค้านที่ 6 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.25…

Supreme Court Judgment No. 6522/2561

โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7 ไม่ใช่ข้อกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของ ร. เพราะด้วยเหตุว่าพินัยกรรมเขียนไว้ให้มีผลเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายอันเป็นการกำหนด การเผื่อตายของโจทก์ท…

Supreme Court Judgment No. 907/2561

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 5 จะบัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" แต่มาตรา 6 ก็บัญญัติต่อไปว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" โจทก์ที่ 1 จึ…

Supreme Court Judgment No. 5637/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ร. เป็นผู้ดำเนินคดีนี้รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และ ร. มอบอำนาจช่วงให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจ มีข้อความว่า บริษัท น. โดย ร. ผู้…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up