Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6442/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คก่อนที่มีการนำไปขายให้โจทก์ ไม่ใช่สลักหลังภายหลังที่มีการแก้ไขวันที่ลงในเช็คและจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยินยอมให้แก้ไข การแก้ไขดังกล่าวเป็นข้อสำคัญและเห็นประจักษ์เช็คเป็นอันเสียเฉพาะจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเช็คมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุไหงโก-ลก ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 จำนวนเงิน 155,000 บาท และเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสุไหงโก-ลก ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2538 จำนวนเงิน 180,000 บาท เช็คทั้งสองฉบับมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่าย ต่อมาจำเลยที่ 2 นำเช็คทั้งสองฉบับแลกเงินสดไปจากโจทก์ เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามเช็ค จำเลยทั้งสองขอเลื่อนการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขวันที่ลงในเช็คทั้งสองฉบับ ฉบับแรกแก้ไขเป็นลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ฉบับที่ 2 แก้ไขเป็นลงวันที่ 9 ธันวาคม 2541 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คทั้งสองฉบับไว้ เมื่อถึงกำหนดชำระเงินที่แก้ไขในเช็คทั้งสองฉบับ

โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คทั้งสองฉบับปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 352,345 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 335,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายแล้วจำเลยที่ 1 นำไปแลกเงินสดจากโจทก์ ต่อมาเมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ โจทก์ได้ตกลงกับจำเลยที่ 1 แก้ไขเปลี่ยนแปลงวันที่ที่ลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อสำคัญ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นให้ความยินยอมด้วย ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 352,345 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 335,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 352,345 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 335,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ฉบับแรกลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 ฉบับที่สองลงวันที่ 9 ธันวาคม 2538 ได้มีการนำเช็คทั้งสองฉบับไปแลกเงินสดจากโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขีดฆ่าเปลี่ยนแปลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คทั้งสองฉบับ ฉบับแรกแก้เป็นวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ฉบับที่สองแก้เป็นวันที่ 9 ธันวาคม 2541 โดยการแก้ไขเห็นประจักษ์เช็คพิพาททั้งสองฉบับมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลัง ต่อมาเมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้โจทก์หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า

โจทก์กับจำเลยที่ 1 แก้ไขเปลี่ยนแปลงวันที่ที่ลงในเช็คพิพาทโดยจำเลยที่ 2 ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขวันที่ที่ลงเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2538 จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาทมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ ซึ่งเช็คดังกล่าวเป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อนเช็คพิพาทถึงกำหนดจำเลยทั้งสองได้มาติดต่อโจทก์ขอเลื่อนการเรียกเก็บเงิน โจทก์ก็ให้เลื่อนเรื่อยมา จนในที่สุดปี 2539 จำเลยที่ 1 ได้ขีดฆ่าวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสองฉบับและลงวันที่ใหม่พร้อมเซ็นชื่อกำกับไว้ โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังไว้

ฝ่ายจำเลยที่ 2 มีตัวจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 2 เคยนำเช็คไปขายให้โจทก์ประมาณ 5 ถึง 6 ครั้ง ส่วนมากเป็นเช็คของลูกค้าของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 นำไปขาย โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อสลักหลังทุกครั้ง จำเลยที่ 2 ไม่เคยนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปขายให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อสลักหลัง จำเลยที่ 2 สลักหลังให้แล้วจำเลยที่ 1 นำไปขายให้โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่สลักหลังโจทก์ก็ไม่รับซื้อเช็ค ต่อมาประมาณ 1 ปี โจทก์มาติดต่อจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเช็คพิพาทว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเพราะจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยและโจทก์ได้ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ตามเช็คออกไป ต่อมาปี 2541 โจทก์มาขอให้จำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คพิพาทใหม่

จำเลยที่ 2 ไม่ยินยอม เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 2 จึงทราบว่าเช็คพิพาทมีการแก้ไขวันสั่งจ่ายเงิน นอกจากคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีเช็คคดีหมายเลขดำที่ 307/2541 ของศาลชั้นต้น โดยจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังเช็ค โดยโจทก์เบิกความในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 เคยนำเช็คไปขายให้โจทก์ มีจำเลยที่ 2 สลักหลัง หากจำเลยที่ 2 ไม่ลงชื่อสลักหลัง โจทก์จะไม่รับซื้อเช็ค ปรากฏตามคำให้การเอกสารหมาย ล.3 เห็นว่า โจทก์มีอาชีพรับซื้อเช็ค หากเป็นดังคำเบิกความของโจทก์แล้ว การที่จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาทมาขายให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ย่อมต้องให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อสลักหลังเพื่อให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อันเป็นการสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 307/2541 เอกสารหมาย

ล.3 ว่า ทางปฏิบัติ หากจำเลยที่ 3 นำเช็คมาขายให้โจทก์ โจทก์จะให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสลักหลังด้วยทุกครั้ง และที่โจทก์เบิกความในคดีนี้ว่า มีการแก้ไขวันที่ในเช็คพิพาท แล้วให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังนั้น ก็ไม่สมเหตุสมผล เพราะไม่มีเหตุผลอันใดที่จำเลยที่ 2 จะต้องสลักหลังเช็คพิพาทเนื่องด้วยจำเลยที่ 2 ได้เงินจากการขายเช็คพิพาทให้โจทก์มาแล้วและไม่มีความผูกพันในเช็คพิพาท จากคำเบิกความของโจทก์เองได้ความว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ยิ่งทำให้ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 2 จะต้องสลักหลังเช็คพิพาทเพื่อร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักมากกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้สลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับก่อนที่มีการนำไปขายให้โจทก์

ไม่ใช่สลักหลังภายหลังที่มีการแก้ไขวันที่ลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับและฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้แก้ไขวันที่ลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับการแก้ไขดังกล่าวเป็นข้อสำคัญ เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นอันเสียเฉพาะจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาฟ้องร้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวมสองศาล 10,000 บาท.

Matter details

Panel of judges
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์ · สุพัฒน์ บุญยุบล · บรรหาร มูลทวี
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4759/2557

จำเลยที่ 1 เป็นธนาคารพาณิชย์ พนักงานของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องระมัดระวังและต้องใช้ความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษตรวจสอบเช็คที่โจทก์สั่งจ่าย หากมีการแก้ไขชื่อผู้รับเงินซึ่งเป็นข้อความสำคัญในเช็คโดยเห็นประจ…

Supreme Court Judgment No. 3947/2554

โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คฉบับพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรก และต่อมาฝ่ายจำเลยขอผัดการชำระเงิน ทั้งบุตรสาวจำเลยได้นำเช็คพิพาทไปแก้ไขวันที่และมีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ แม้จะไม่ใช่การแก้ไขของจำเลยเองก็ตาม การ…

Supreme Court Judgment No. 1385/2554

เช็คเป็นตราสารเปลี่ยนมือได้ ย่อมโอนเปลี่ยนมือกันได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบเช็คในกรณีเช็คระบุชื่อ หรือด้วยการส่งมอบเช็คในกรณีเช็คผู้ถือ เช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับ เป็นเช็คสั่งจ่ายเงินสดโดยมิได้ระบุชื่อหรือย…

Supreme Court Judgment No. 13/2553

จำเลยนำเช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมาแก้ไขวันที่และลงชื่อกำกับวันที่แก้ไขไว้ไปชำระหนี้ค่าเช่าซื้อแก่ผู้เสียหาย แม้จะเจตนาให้มีผลผูกพันเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ และเป็นการแก้ไขวันสั่งจ่ายซึ่งเป…

Supreme Court Judgment No. 6795/2552

โจทก์ยอมรับว่า จำเลยออกเช็คพิพาทชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อปี 2542 แต่ปรากฏว่าเช็คพิพาทมีการแก้ไขตัวเลขปี พ.ศ.2541 เป็น 2544 โดยแก้ไขเลขสุดท้ายของปีจากเลข 1 เป็นเลข 4 ซึ่งไม่ทราบว่าผู้ใดแก้ไข ทั้งผู้เชี่ยวช…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up