Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6484/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายขณะผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยผู้เสียหายยินยอม ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกส่วนในวรรคท้ายที่บัญญัติว่าความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่า 13 ปีแต่ยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นยินยอม และภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษนั้นหมายความว่า ในกรณีที่ชายและเด็กหญิงมีอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ ยังไม่อาจสมรสกัน ต้องมีคำสั่งศาลอนุญาตให้ทำการสมรสได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 และมีผลให้ชายผู้กระทำผิดนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์แล้ว ก็ย่อมจดทะเบียนสมรสกันได้เอง โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนถือว่าจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1จึงไม่ต้องรับโทษ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันพรากพาตัวเด็กหญิง อ. อายุ 14 ปีเศษผู้เสียหายไปเสียจากนาง ล. ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรต่อมาจำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยที่ 1 จนสำเร็จความใคร่หลายครั้งโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้ไม่ให้หลบหนีเป็นเหตุให้ผู้เสียหายต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277, 310, 317, 83, 91จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี

จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากผู้ปกครองโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ4 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 6 ปี8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง อ. ผู้เสียหาย อยู่ในความดูแลของนางละม้ายชายเกตุ ซึ่งเป็นยาย ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2540เวลาประมาณ 16 นาฬิกา หลังจากเลิกเรียนผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายประพิศหรือฉีหริ่ง จันวนา เพื่อกลับบ้านระหว่างทางจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะแซงแล้วเรียกให้หยุด จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าคู่คนขับได้เปิดประตูรถแล้วดึงมือผู้เสียหายขึ้นไปนั่งเบาะหลังซึ่งมีจำเลยที่ 1 กับชายอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว จำเลยที่ 3ขับรถไปในอำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง คืนนั้นจำเลยทั้งสามกับพวกพาผู้เสียหายไปค้างคืนที่บังกะโลแห่งหนึ่ง

จำเลยที่ 1 พักห้องเดียวกับผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายยินยอม รุ่งเช้าจำเลยทั้งสามกับพวกพาผู้เสียหายไปส่งที่บ้านนายสุทิน ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งอยู่ที่ตำบลคลองเฉลิมอำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง ในตอนเย็นจำเลยทั้งสามกลับมารับผู้เสียหายไปส่งที่บ้านของนางเมาะไม่ทราบนามสกุล หลังจากนางละม้ายไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว ได้ขอให้นายอุทัย อักษรเนียม ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุออกตามหาผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2540 เวลา 16 นาฬิกา นายอุทัยจึงพาผู้เสียหายกลับบ้าน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับโทษในความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายขณะผู้เสียหายอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยผู้เสียหายยินยอมย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก แต่ในมาตรา 277 วรรคท้าย บัญญัติว่าความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ มีความหมายว่า ในกรณีที่ชายและเด็กหญิงมีอายุไม่ครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ ยังไม่อาจที่จะสมรสกัน หากจะสมรสกันต้องมีคำสั่งศาลอนุญาตให้ทำการสมรสได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448และมีผลทำให้ชายผู้กระทำความผิดในคดีอาญานั้นไม่ต้องรับโทษ แต่กรณีของจำเลยที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายจดทะเบียนสมรสกันนั้นทั้งจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายมีอายุครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว

จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายย่อมจดทะเบียนสมรสกันได้เองอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนแต่อย่างใด ถือว่าจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ 1 ย่อมได้รับผลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคท้าย ด้วยเช่นกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องนั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นฎีกาของจำเลยทั้งสามอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่

เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับยายคือนางละม้าย ชายเกตุ ตั้งแต่ผู้เสียหายอายุ 4 เดือน เนื่องจากบิดามารดาแยกทางกันนางละม้ายจึงเป็นผู้ดูแลผู้เสียหาย การที่จำเลยทั้งสามนั่งรถยนต์กระบะมาด้วยกันโดยจำเลยที่ 3 เป็นคนขับแซงรถจักรยานยนต์ซึ่งผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายแล้วเรียกให้หยุดจากนั้นจำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะหน้าคู่กับคนขับได้เปิดประตูรถแล้วดึงมือผู้เสียหายขึ้นรถไปพักค้างคืนที่บังกะโล จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เสียหาย ในเช้าวันรุ่งขึ้นจำเลยทั้งสามพาผู้เสียหายไปบ้านนายสุทิน และในตอนเย็นพาไปบ้านนางเมาะเช่นนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร

จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานนี้ตามฟ้อง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกว่า จำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน ได้ตกลงว่าจะอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน โดยจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีภรรยามาก่อน หลังเกิดเหตุได้อยู่กินเป็นสามีภรรยาและจดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานนี้นั้น เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้พรากเด็กเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม เท่านั้น แต่ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 กลายเป็นการพรากเด็กโดยมีเหตุอันสมควรแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงยังคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เสียหายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 แสดงว่าบุคคลทั้งสองประสงค์อยู่กินฉันสามีภรรยา

การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าวให้จำคุก4 ปี และไม่รอการลงโทษนั้น หนักเกินไป ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย จึงควรได้รับโทษในลักษณะเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยทั้งสามให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก สำหรับความผิดของจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ3 ปี และปรับ 9,000 บาท ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี และปรับ 6,000 บาท เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้เสียหายแล้ว คดีมีเหตุปราณีสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสามมีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสามฟัง โดยให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติภายในกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

Matter details

Panel of judges
จรูญวิทย์ ทองสอน · ประสพสุข บุญเดช · จรัส พวงมณี
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 342/2555

ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยไม่ยินยอม ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนเช่นนั้น จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอม ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำชำเ…

Supreme Court Judgment No. 8523/2552

ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำแก่เด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระ…

Supreme Court Judgment No. 2269/2544

จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกิน15 ปี โดยผู้เสียหายยินยอมย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง แต่ในวรรคท้ายบัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับ…

Supreme Court Judgment No. 1285/2544

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า"และภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ ถ้าศาลอนุญาตให้สมรสในระหว่างที่ผู้กระทำผิดกำลังรับโทษในความผิดนั้นอยู่ ให้ศาล…

Supreme Court Judgment No. 2429/2541

ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ม. มีอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์จึงมิอาจสมรสได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 กรณีที่จำเลยต้องการอยู่กินฉันสามีภริยากับเด็กหญิง ม. โดยนาง จ.มารดาเด็กหญิง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up