Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6562/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องเรียกสินสมรสส่วนของโจทก์เฉพาะที่เป็นเงินสดในบัญชีเงินฝากของ พ. ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกไปจากจำเลยที่ 3 จำนวน 3,652,065.20 บาท ว่าโจทก์มีสิทธิได้กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้ปฏิเสธทั้งยังยอมรับในบัญชีทรัพย์อันดับที่ 26 ท้ายรายงานการประชุมของทายาทว่าจำนวนเงิน 3,652,065.20 บาท เป็นสินสมรสระหว่างนาย พ.กับโจทก์ จึงฟังได้ว่าเงินจำนวน 3,652,065.20 บาท ที่จำเลยที่ 1และที่ 2 เบิกไปจากจำเลยที่ 3 เป็นสินสมรสระหว่าง พ.กับโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิได้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 ประกอบด้วยมาตรา 1533 คือ จำนวน 1,826,032.60 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2ต้องรับผิดคืนเงินจำนวนนี้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยส่วนดอกเบี้ยนั้น การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกเงินสินสมรสของโจทก์ไปแล้วไม่คืนให้โจทก์ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยให้โจทก์อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีโดยนับแต่วันที่เบิกเอาไปจากจำเลยที่ 3 เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 และ 224 โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินโดยอ้างว่าเป็นสินสมรส และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งแปลงจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทของนายพิชัย กังสัมฤทธิ์ ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว จำเลยที่ 1และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายพิชัย จำเลยที่ 3เป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์และมีสาขาประกอบกิจการธนาคารในประเทศไทย หลังจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายพิชัยแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและตามพินัยกรรม ปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์มรดกและเบิกเงินไปจากจำเลยที่ 3 จำนวน 3,652,065.20 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาระหว่างที่นายพิชัยสมรสกับโจทก์ โดยยังไม่ได้ทำการแบ่งแยกออกเป็นสินสมรสส่วนของโจทก์และไม่นำส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายพิชัยไปแสดงไว้ในรายการบัญชีทรัพย์มรดกของนายพิชัยทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับสินสมรสส่วนของโจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 1,826,032.60 บาท

ก่อนที่นายพิชัยจะถึงแก่กรรมนายพิชัยและโจทก์ได้ร่วมกันเช่าซื้อที่ดินแปลงที่ 289ซอยสุภาพงษ์ ถนนลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร จากสันนิบาต เทศบาลแห่งประเทศไทย เมื่อนายพิชัยถึงแก่กรรมแล้วโจทก์เป็นผู้ผ่อนชำระต่อ รวมเป็นเงินที่ได้ผ่อนชำระไปทั้งสิ้น 160,800 บาทที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสระหว่างนายพิชัยกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้แสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ของสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยและแจ้งว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายพิชัย โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยหลงเชื่อจึงโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1และที่ 2 ไปทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย สำหรับจำเลยที่ 3เนื่องจากโจทก์เคยมีหนังสือแจ้งให้ทราบแล้วว่าจำนวนเงินดังกล่าวในบัญชีเงินฝากของนายพิชัยเป็นสินสมรสขอให้จำเลยที่ 3กันและแยกเงินส่วนของโจทก์ที่เป็นสินสมรสไว้ด้วย แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาแสดงตนขอรับเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ 3จำเลยที่ 3 กลับจ่ายให้ไปจึงถือว่าเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับเงินสินสมรสส่วนของโจทก์จำนวน 1,826,032.60 บาท จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปีซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับจากจำเลยที่ 3 หากไม่มีการเบิกเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2527 จนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 296,730.30 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,122,762.90 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน 2,122,762.90 บาทให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน1,826,032.60 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินแปลงที่ 289 ซอยสุภาพงษ์ถนนลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์

หากโอนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้เงินจำนวน 103,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ถอนจำเลยที่ 1และที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายพิชัย และมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกก็ได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกขึ้นภายใน 15 วันแต่ไม่สามารถรวบรวมทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครบถ้วนเพราะทรัพย์สินมีมากและอยู่ในความครอบครองของโจทก์ จำเลยที่ 1และที่ 2 เคยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวแล้วแต่โจทก์ไม่ยอมส่งมอบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงได้ยื่นคำร้องแจ้งเหตุขัดข้องดังกล่าวพร้อมกับขอขยายเวลาจัดทำบัญชีทรัพย์ต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 3235-3236/2528 และได้ยื่นบัญชีทรัพย์ภายในกำหนดเวลาแล้ว

ส่วนเงินในบัญชีกระแสรายวันของนายพิชัยที่ฝากไว้กับจำเลยที่ 3 จำนวน 3,652,065.20 บาทนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขอรับไปเพื่อเปลี่ยนชื่อบัญชีเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิชัยไม่ได้นำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ สำหรับที่ดินแปลงเลขที่ 289ซอยสุภาพงษ์ ถนนลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 และที่ 2รับโอนใส่ชื่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิชัย เพื่อจัดทำบัญชีทรัพย์และแบ่งให้แก่ทายาทต่อไปหาได้มีเจตนาปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์มรดกไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2ได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ได้จ่ายเงินตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิชัยไปโดยสุจริตเพราะมีคำพิพากษาถึงที่สุดตั้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายพิชัยแล้ว

จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิชัย กังสัมฤทธิ์ ใช้เงินจำนวน 810,615.47 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 29 มิถุนายน2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้โอนที่ดินแปลงที่ 289 ซอยสุภาพงษ์ ถนนลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์หากโอนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน 103,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่ง ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 ตุลาคม 2528)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันใช้เงินจำนวน 2,122,762.90 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี

จากต้นเงินจำนวน 1,826,032.60 บาทนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 ตุลาคม 2528) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทของนายพิชัย กังสัมฤทธิ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายพิชัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยมิชอบเป็นเหตุให้ต้องถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดก และมีเหตุที่จะตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแทนหรือไม่ปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1และที่ 2 ตามที่โจทก์อ้างมายังไม่พอฟังว่า

จำเลยที่ 1 และที่ 2มีเจตนาที่จะปิดบังทรัพย์มรดกดังกล่าว กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะถอนจำเลยที่ 1 และที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีเหตุที่จะตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแทนปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า โจทก์ควรได้รับส่วนแบ่งสินสมรสที่เป็นเงินฝากของนายพิชัยเป็นจำนวนเท่าไร เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกสินสมรสส่วนของโจทก์เฉพาะที่เป็นเงินสดในบัญชีเงินฝากของนายพิชัยที่จำเลยที่ 1 และที่ 2เบิกไปจากจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2527 จำนวน3,652,065.20 บาท ว่าโจทก์มีสิทธิได้กึ่งหนึ่ง คือ จำนวน1,826,032.60 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้ปฏิเสธ ทั้งยังยอมรับในบัญชีทรัพย์อันดับที่ 26 ท้ายรายงานการประชุมของทายาทตามเอกสารหมาย

ล.13 ว่าจำนวนเงิน 3,652,065.20 บาท เป็นสินสมรสระหว่างนายพิชัยกับโจทก์ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เงินจำนวน3,652,065.20 บาท ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกไปจากจำเลยที่ 3เป็นสินสมรสระหว่างนายพิชัยกับโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิได้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 ประกอบด้วยมาตรา 1533คือ จำนวน 1,826,032.60 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดคืนเงินจำนวนนี้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนดอกเบี้ยนั้นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกเงินสินสมรสของโจทก์ไปแล้วไม่คืนให้โจทก์ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยให้โจทก์อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยนับแต่วันที่เบิกเอาไปจากจำเลยที่ 3 คือวันที่ 29 มิถุนายน 2527 เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 และ 224ปัญหาสุดท้ายมีว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินแปลง 289 (โฉนดที่ดินเลขที่ 118004 ตำบลลาดยาวอำเภอบางเขน

กรุงเทพมหานคร) ซอยสุภาพงษ์ ถนนลาดพร้าวกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งแปลงนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็ตามศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เห็นว่า

โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นสินสมรส และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1และที่ 2 โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งแปลง จึงเป็นการไม่ชอบอนึ่ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 2,122,762.90 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอรับผิดเพียง 1,020,589.12 บาท ค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจึงต้องคิดจากทุนทรัพย์ 1,102,173.78 บาท ซึ่งคิดเป็นเงิน 27,555 บาทแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเป็นเงิน99,060 บาท จึงสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินให้แก่จำเลยที่ 1และที่ 2 จำนวน 71,505 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 1,826,032.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินแปลงเลขที่ 289 (โฉนดที่ดินเลขที่ 118004 ตำบลลาดยาว

อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร)ซอยสุภาพงษ์ ถนนลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์โดยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่งในโฉนดที่ดินดังกล่าว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 15,000 บาทและคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาที่เสียเกินมาจำนวน 71,505 บาทแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

Matter details

Panel of judges
ดุสิต เพชรปลูก · เสมอ อินทรศักดิ์ · นิวัตน์ แก้วเกิดเคน
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4304/2558

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตอกเสาเข็มในโครงการบ้านพักอาศัยของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดกับอาคารพิพาทของโจทก์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องระบุเพียงว่าจำเลยที่ 1…

Supreme Court Judgment No. 5955/2540

เมื่อสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของจำเลยเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันเกิดเหตุ ดังนั้นโดยนัยแห่ง ป.พ.พ.มาตรา 206, 224 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงชอบที่จะฟ้องเรียกดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนเอ…

Supreme Court Judgment No. 3794/2540

คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า กรรมการผู้มีอำนาจสองในสามคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนและผูกพันโจทก์ตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือรับรองบริษัทเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 โดยโจทก์แนบสำเนาหนังสื…

Supreme Court Judgment No. 6164/2533

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ลูกจ้างได้ขับรถยนต์รับจ้างไปในทางการที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ว่าจ้าง เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันคำว่า "ผลประโยชน์ร่วมกัน" หมายถึง ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ไม่ได้หมา…

Supreme Court Judgment No. 2488/2530

แม้ฎีกาของจำเลยจะคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มา แต่ก็เป็นฎีกาในเหตุเดียวกับที่จำเลยอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(3) นั้น คำว่าอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้อง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up