Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6617/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 2 ทำสัญญารับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไว้โดยในกรมธรรม์ระบุวันทำสัญญาประกันภัยเป็นวันหลังจากที่ พ.ถึงแก่ความตายแต่ระบุชื่อผู้เอาประกันคือพ. หลังจากพ.ถึงแก่กรรมจำเลยที่1ในฐานะผู้จัดการมรดกของพ.ได้ดำเนินกิจการแทน พ.และได้จ้างอ.เป็นลูกจ้าง และในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย อ. ได้ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเป็นเหตุให้เกิดการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองแม้ พ. ได้ถึงแก่กรรมไปก่อนวันที่ทำสัญญาประกันภัยก็ตาม แต่เมื่อเหตุเกิดขึ้นแล้วจำเลยที่ 2 ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับการที่รถยนต์บรรทุกสินค้าที่รับประกันภัยไว้เสียหายตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ให้แก่จำเลยที่ 1 ไป จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. เป็นผู้ทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนกับจำเลยที่ 2 โดยตรงเหตุที่กรมธรรม์ประกันภัยระบุว่า พ.เป็นผู้เอาประกันภัยเป็นเรื่องผิดพลาดไป หรือเป็นการเข้าใจผิดของคู่กรณีเท่านั้น หาได้หมายความว่าจำเลยทั้งสองมิได้ทำสัญญาประกันภัยต่อกันไม่ ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องให้จำเลยที่ 2รับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากรถที่รับประกันภัยไว้ได้ก่อให้เกิดขึ้นตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ได้ ปัญหาว่าเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ขับรถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้หรือไม่ และจำเลยที่ 2ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด เป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน50,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ที่ 1และที่ 2 แต่ละคนจึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งแม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2ก็วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อัตราค่าทนายความตามตาราง 6ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดอัตราขั้นสูงในศาลชั้นต้นไว้ว่าทุนทรัพย์เกิน 25,000 บาท อัตราค่าทนายความในศาลชั้นต้นขั้นสูงร้อยละ 5 นั้น การกำหนดค่าทนายความดังกล่าวคิดจากทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้อง หาใช่คิดจากจำนวนที่ศาลพิพากษาให้ไม่ เพราะมิฉะนั้นแล้งหากศาลพิพากษายกฟ้องจะกำหนดค่าทนายความให้ไม่ได้เลย เมื่อทุนทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 จำนวน 40,000 บาทและโจทก์ที่ 2 จำนวน 521,700 บาท การที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดจำนวน 25,000 บาทจึงไม่เกินอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนด แต่ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสองรวมกันมาโดยไม่ได้แยกว่าให้ใช้แทนโจทก์คนไหนเท่าใดและให้จำเลยที่ 2ร่วมใช้แทนด้วยทั้งหมดเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-6839 ขอนแก่น และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน80-9132 ขอนแก่น นางพงษ์ศักดิ์ ทองคำ เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1958 ชุมพร ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุนายพงษ์ศักดิ์ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1ได้เป็นผู้จัดการมรดกของนายพงษ์ศักดิ์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นและได้เข้าดำเนินกิจการของนายพงษ์ศักดิ์โดยได้จ้างนายออนไม่ทราบนามสกุล ให้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1958 ชุมพรต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2533 เวลากลางคืน โจทก์ที่ 1ได้ขับรถยนต์บรรทุกของโจทก์ที่ 1 คันดังกล่าวถอยหลังออกจากซอยเกาะเรือโกลนเข้าสู่ถนนเพชรเกษมเพื่อจะมุ่งหน้าไปอำเภอสวีจังหวัดชุมพร โดยมีนายอุดม

เคี่ยนบุ้น ถือไฟฉายบอกสัญญาณให้รถที่ผ่านไปมาทราบ ขณะนั้นได้มีรถยนต์ปิกอัพหมายเลขทะเบียนน-9818 ประจวบคีรีขันธ์ และรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน80-1958 ชุมพร ซึ่งขับโดยนายออนในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1แล่นตามกันมาถึงที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูงในระยะกระชั้นชิดโดยปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้รถยนต์ปิกอัพคันดังกล่าวแล่นตกไปข้างทาง ส่วนรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1958 ชุมพรพุ่งชนนายอุดมถึงแก่ความตายและชนท้ายรถของโจทก์ที่ 1ได้รับความเสียหาย นายออนได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1เป็นเงิน 40,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 521,700 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 2 ให้การว่า

เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทของผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80-6839 ขอนแก่นและรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80-9132 ขอนแก่น ที่ถอยรถออกจากซอยขึ้นบนถนนตัดหน้ารถที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยในระยะกระชั้นชิดจนไม่อาจหลบหลีกได้ทัน จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 276,700 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 30,000 บาทแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ25,000 บาทจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2ทั้งสองศาลให้เป็นพับโจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญารับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุไว้โดยในกรมธรรม์ประกันภัยระบุวันทำสัญญาประกันภัยเป็นวันหลังจากที่นายพงษ์ศักดิ์ถึงแก่ความตายแต่ระบุชื่อผู้เอาประกันคือนายพงษ์ศักดิ์

ทองคำหลังจากนายพงษ์ศักดิ์ถึงแก่กรรมจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพงษ์ศักดิ์ได้ดำเนินการแทนนายพงษ์ศักดิ์และได้จ้างนายออน ไม่ทราบนามสกุล เป็นลูกจ้าง และขณะเกิดเหตุอยู่ระหว่างอายุสัญญาประกันภัยนายออนได้ขับรถยนต์บรรทุกสินล้อคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเป็นเหตุให้เกิดการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ เห็นว่าแม้นายพงษ์ศักดิ์ได้ถึงแก่กรรมไปก่อนวันที่ทำสัญญาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ป.ล.1 แต่เมื่อเหตุเกิดขึ้นแล้ว จำเลยที่ 2 ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับการที่รถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1958 ชุมพร ที่รับประกันภัยไว้เสียหายตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ให้แก่จำเลยที่ 1 ไปกรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพงษ์ศักดิ์เป็นผู้ทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนกับจำเลยที่ 2 โดยตรงเหตุที่กรมธรรม์ประกันภัยระบุว่า

นายพงษ์ศักดิ์เป็นผู้เอาประกันภัยเป็นเรื่องผิดพลาดไปหรือเป็นการเข้าใจผิดของคู่กรณีเท่านั้น หาได้หมายความว่าจำเลยทั้งสองมิได้ทำสัญญาประกันภัยต่อกันไม่ ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1958 ชุมพร คันเกิดเหตุโจทก์ทั้งสองจึงฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากรถที่รับประกันภัยไว้ได้ก่อให้เกิดขึ้นตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3

Result

พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 โดยให้เหตุผลว่าไม่มีอำนาจฟ้องนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยปัญหาว่าเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้หรือไม่และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใดเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 30,000 บาทแก่โจทก์ที่ 2จำนวน 50,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ละคนจึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ก็วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ไม่ได้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยสำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในปัญหาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า อัตราค่าทนายความตามตาราง 6ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดอัตราขั้นสูงในศาลชั้นต้นไว้ว่าทุนทรัพย์เกิน 25,000 บาท อัตราค่าทนายความในศาลชั้นต้นขั้นสูงร้อยละ 5 การกำหนดค่าทนายความดังกล่าวคิดจากทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้อง หาใช่คิดจากจำนวนที่ศาลพิพากษาให้ดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ไม่เพราะมิฉะนั้นแล้วหากศาลพิพากษายกฟ้องจะกำหนดค่าทนายความให้ไม่ได้เลยดังนี้เมื่อทุนทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 จำนวน 40,000 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 521,700 บาทการที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดจำนวน 25,000 บาท จึงไม่เกินอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนดแต่ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสองรวมกันมาโดยไม่ได้แยกว่าให้ใช้แทนโจทก์คนไหนเท่าใดและให้จำเลยที่ 2 ร่วมใช้แทนด้วยทั้งหมดเป็นการไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่าให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับค่าทนายความตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นให้ จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แทนโจทก์ที่ 1 จำนวน 2,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนโจทก์ที่ 2 จำนวน 23,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2ร่วมใช้แทน 2,204 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

Matter details

Panel of judges
บุญธรรม อยู่พุก · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · อำนวย สุขพรหม
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3700/2552

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง..." จำนวนทุนท…

Supreme Court Judgment No. 4814/2550

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรืออยู่ในลักษณะ…

Supreme Court Judgment No. 8788/2550

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ…

Supreme Court Judgment No. 1521/2549

โจทก์ฟ้องคดีโดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งจำเลยมีอำ…

Supreme Court Judgment No. 409/2548

แม้โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายวันละ 1,400 บาท ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าที่พิพาทอาจให้เช่าเดือนละ 42,000 บาท ได้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้เดือนละ 3,000 บาท และโจทก์มิได้อุทธรณ์ ถือได้ว่าที่พิพา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up