เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์มีพยานคือนางสาววินิดาเบิกความว่า พยานเคยดำรงตำแหน่งธนารักษ์จังหวัดอุดรธานีตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2542 มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุทั้งหมดในจังหวัดอุดรธานี ที่ดินพิพาทเป็นบริเวณหนองประจักษ์รัฐได้ประกาศเป็นเขตหวงห้ามที่จับสัตว์น้ำไว้สำหรับรักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำปรากฏตามประกาศเรื่องหวงห้ามที่จับสัตว์น้ำหนองประจักษ์เอกสารหมาย จ.11 การประกาศหวงห้ามดังกล่าวมีไว้ตั้งแต่ปี 2463 เมื่อปี 2535 เจ้าหน้าที่สำนักงานราชพัสดุจังหวัดอุดรธานีได้ให้ช่างสำรวจเข้าไปตรวจสอบที่ดินแปลงดังกล่าวพบว่ามีบ้านพิพาทปลูกอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตเนื้อที่ 152 ตารางวา
จำเลยทั้งสองอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทนายวิชิตเบิกความว่า พยานเคยรับราชการที่สำนักงานราชพัสดุจังหวัดอุดรธานีช่วงปี 2534 - 2536 ตำแหน่งช่างสำรวจ 2 พยานเป็นผู้ทำการรังวัดและจัดทำแผนที่ที่ราชพัสดุเอกสารหมาย จ.4 เนื่องจากช่วงปี 2535 ราชพัสดุจังหวัดอุดรธานีต้องการทำแผนที่รายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินแปลงพิพาทว่าหน่วยงานใดเข้าไปใช้ประโยชน์บ้าง จากการรังวัดพบว่านอกจากหน่วยราชการแล้วยังมีจำเลยทั้งสองบุกรุกใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 150 ตารางวาเศษ พยานจำเลยทั้งสองมีจำเลยทั้งสองเบิกความว่านายนุทิตย์และนางถนอมศรีอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 66 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท บุคคลทั้งสองได้นำจำเลยที่ 2 มาเลี้ยงดูในบ้านตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบัน ปี 2508 จำเลยที่ 1 ได้แต่งงานกับจำเลยที่ 2 และเข้าร่วมอาศัยอยู่ในบ้าน
ต่อมานายนุทิตย์ได้ยกบ้านให้จำเลยทั้งสองโดยไม่มีหลักฐานการยกให้ จำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐานเป็นเอกสารสิทธิของที่ดินพิพาท เห็นว่า โจทก์มีนางสาววินิดาธนารักษ์จังหวัดอุดรธานีมาเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเป็นบริเวณหนองประจักษ์ รัฐได้ประกาศเป็นเขตหวงห้ามที่จับสัตว์น้ำปรากฏตามประกาศเอกสารหมาย จ.11 จำเลยทั้งสองไม่นำสืบหักล้างในข้อนี้ พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลยทั้งสองข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาททางราชการได้สงวนไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอ้างการครอบครองใช้ยันโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า
โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อที่สองจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เรื่องค่าเสียหายขาดอายุความนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29 อายุความ ในคดีแพ่งไม่เป็นกรณีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามที่จำเลยทั้งสองอ้าง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อสุดท้ายที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดสูงเกินไป อัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
น่าจะใช้กับทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความเท่านั้น ไม่น่าจะใช้รวมไปถึงพนักงานอัยการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวงในกรณีเช่นนี้พนักงานอัยการจึงมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 ที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีในศาลให้แก่ผู้อื่น จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งในคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีชดใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ตามที่เห็นสมควรดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 บัญญัติไว้ และค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดมานั้นเหมาะสมแล้ว"
Result
พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์