คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยได้สมคบกับพวกกระทำผิดกฎหมายหลายบทหลายกะทง ต่างกรรมต่างวาระคือ ๑. จำเลยได้สมคบกับพวกปล้นทรัพย์ของนายอ่อนสี นายสุบิน นายซิงงี้ ๒. ในวันเวลาเดียวกับข้อ ๑ จำเลยกับพวกได้สมคบกันใช้อาวุธปืนยาวยิงนายลุน ถึงแก่ความตาย ๓. ในวันเวลาเดียวกับข้อ ๑ จำเลยได้สมคบกันวางเพลิงจุดเผาโรงเรือนและทรัพย์ของนายน้อย นายกัณหา นายมักจิง เสียหาย ๔๔๓๗ บาท ขอให้ลงโทษและใช้ราคาทรัพย์
จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้อ้างฐานที่อยู่
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีผิดฐานปล้นทรัพย์ และทำให้นายลุนตายในขณะร่วมมือกันทำผิด ให้จำคุกจำเลยทั้งสามไว้ตลอดชีวิต ในระหว่างอุทธรณ์นายพูนจำเลยตาย คดีฉะเพาะตัวนายพูนจึงระงับไป
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าในข้อหาฐานปล้นนั้นโจทก์ระบุเหตุประกอบแต่เพียงจำเลยใช้ปืนยิงขู่เจ้าทรัพย์เท่านั้น หาได้กล่าวถึงการใช้กำลังหรือพูดขู่เข็ญอย่างอื่นด้วยไม่ จึงไม่ต้องวินิจฉัยถึง ทั้งข้อเท็จจริงก็ฟังไม่ได้ว่าจำเลยสมคบกันทำการปล้นทรัพย์ จึงพิพากษาแก้ว่านายทองอยู่จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๒๙๕ ให้จำคุก ๗ ปี ยกฟ้องนายไปล่จำเลย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา,
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่ศาลอุทธรณ์ตำหนิฟ้องของโจทก์ในข้อหาฐานปล้นว่า ระบุเหตุประกอบแต่เพียงว่า ได้ใช้ปืนยิงขู่ หาได้กล่าวถึงการใช้กำลัง หรือพูดขู่เข็ญอย่างอื่นไม่นั้นเห็นว่า การใช้ปืนยิงขู่ ก็เป็นการขู่ว่าจะทำร้าย และทางพิจารณาก็ได้ความว่าจำเลยใช้ปืนทั้งยิงขู่ และยิงจริง เข้าลักษณะปล้นแล้ว ส่วนที่ว่าจะมีการสมคบหรือไม่นั้น เห็นว่าเมื่อจำเลยกับพวกได้มาร่วมมือกันกระทำการดังกล่าวแล้ว โดยจำเลยมิได้แก้ตัวว่า ได้เจตนากระทำเพื่ออะไร และทางพิจารณาก็ไม่ได้ความว่าเพื่อเหตุอื่นใด จึงต้องฟังตามกรรมของจำเลยว่าได้สมคบกันมาปล้น ข้อเท็จจริงคงฟังได้ว่า นายไปล่จำเลยได้สมคบกับนายทองอยู่จำเลยกระทำผิดรายนี้ด้วย
อนึ่ง ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวหาว่า ได้ทำให้นายลุนตายในการปล้นทรัพย์ แต่ได้แยกการฆ่านั้นไว้อีกกะทงหนึ่งต่างหาก ต่างกรรมต่างวาระกัน ในชั้นนี้ควรลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์
Result
พิพากษาแก้ให้จำคุกนายทองอยู่จำเลย ๑๕ ปี นายไปล่จำเลย ๑๒ ปี ตามบทกฎหมายดังกล่าว นอกนั้นยืนตาม