Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6787/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งคู่สัญญาอาจแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญากันได้ตามหลักเกณฑ์ใน ป.พ.พ. มาตรา 386 และมาตรา 582 โดยนายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน จำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน เมื่อโจทก์ยื่นใบลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2546 ซึ่งเป็นวันก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 31 มกราคม 2546 ย่อมมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แม้จำเลยจะมีระเบียบขององค์การค้าของคุรุสภาที่ออกโดยอาศัยอำนาจของ พ.ร.บ.ครูฯ กำหนดให้การลาออกของลูกจ้างของจำเลยต้องได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาก่อน จำเลยก็มิได้โต้แย้งหรือสั่งให้ระงับใบลาออกของโจทก์ จนกระทั่งการสอบสวนที่กล่าวหาว่าโทษกระทำผิดสิ้นสุดลงโดยที่โจทก์มิได้กระทำผิด จำเลยก็มิได้สั่งการเกี่ยวกับใบลาออกของโจทก์แต่กลับจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2546 แสดงว่าจำเลยอนุมัติให้โจทก์ลาออกโดยปริยายแล้ว สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยได้สิ้นสุดลงด้วยการลาออก มิได้สิ้นสุดลงเนื่องจากโจทก์กระทำความผิด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการจ่ายเงินบำเหน็จ เงินทำขวัญ และเงินช่วยเหลือในการทำศพเจ้าหน้าที่คุรุสภา (ฉบับที่ 2)ฯ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จ 284,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จ 284,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2532 ครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับ 7 สังกัดผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 20,320 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน นายชาติชัย พาราสุข มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาในขณะเกิดเหตุ วันที่ 29 มกราคม 2546 โจทก์ยื่นใบลาออกโดยให้มีผลเป็นการลาออกตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 และโจทก์เคยมีหนังสือขอรับเงินบำเหน็จ จำเลยจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ในระหว่างทำงานจำเลยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าลูกโลก

ประธานกรรมการสอบสวนทางวินัยได้มีหนังสือถึงรักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเพื่อให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยโจทก์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้มีคำสั่งจ้างโจทก์และมีการทำสัญญาว่าจ้างจำเลยแจ้งการลาออกของโจทก์ให้สำนักงานประกันสังคมทราบ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 ในกรณีที่โจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายสินค้าลูกโลก คณะกรรมการสอบสวนได้สรุปผลการสอบสวนไว้ ต่อมาผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภามีความเห็นว่าโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงให้ยุติการสอบสวน โจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องการออกใบรับเงินชั่วคราวไม่ถูกต้อง ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าเป็นความผิดให้ลงโทษตัดเงินเดือน แต่เนื่องจากโจทก์ออกจากงานไปก่อนจึงไม่ได้ลงโทษ

จำเลยเคยเป็นโจทก์ฟ้องนายวิชัย พยัคฆโส กับพวก รวม 10 คน ต่อศาลแรงงานกลาง เพื่อเรียกค่าเสียหายกรณีเกี่ยวกับการจัดซื้อสินค้าลูกโลก โดยมิได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ได้ขาดจากการเป็นลูกจ้างจำเลยด้วยการลาออกหรือไม่ มีผลเมื่อใด โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ขาดจากการเป็นลูกจ้างจำเลยด้วยการลาออกนับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 อันเป็นบทบัญญัติที่ใช้เฉพาะกรณีที่หน่วยงานหรือสถานประกอบการที่ไม่มีระเบียบข้อบังคับใช้ในหน่วยงานของตนเองหรือไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใช้บังคับเท่านั้น ส่วนหน่วยงานของจำเลยมีพระราชบัญญัติครู

พ.ศ.2488 ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งขององค์การค้าของคุรุสภาฉบับต่างๆ กำหนดให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้อนุญาต เมื่อโจทก์ยื่นหนังสือลาออกเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2546 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 แต่ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภายังไม่ได้ลงนามในคำสั่งให้โจทก์ลาออก เนื่องจากโจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย โจทก์มีหน้าที่ต้องมาให้ถ้อยคำแก่คณะกรรมการสอบสวน และต้องมาปฏิบัติงานจนกว่าผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาจะพิจารณาอนุญาตให้โจทก์ลาออกได้แต่โจทก์ไม่มาปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 อันเป็นการละทิ้งหน้าที่เกินกว่าสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 คำพิพากษาศาลแรงงานกลางย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติครู

พ.ศ.2488 ระเบียบและคำสั่งขององค์การค้าของคุรุสภาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งคู่สัญญาอาจแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญากันได้ตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 และมาตรา 582 โดยนายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าแต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน จำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน เมื่อโจทก์ยื่นใบลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2546 ซึ่งเป็นวันก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 30 มกราคม 2546 ย่อมมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างกันในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า

แม้จำเลยจะมีระเบียบขององค์การค้าของคุรุสภาที่ออกโดยอาศัยอำนาจของพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 กำหนดให้การลาออกของลูกจ้างของจำเลยต้องได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาก่อน จำเลยก็มิได้โต้แย้งหรือสั่งให้ระงับใบลาออกของโจทก์ จนกระทั่งการสอบสวนที่กล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าลูกโลกสิ้นสุดลงโดยที่โจทก์มิได้กระทำผิด จำเลยก็มิได้สั่งการเกี่ยวกับใบลาออกของโจทก์ แต่กลับจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2546 แสดงว่าจำเลยอนุมัติให้โจทก์ลาออกโดยปริยายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากจำเลยตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า

เมื่อโจทก์ยื่นใบลาออกโดยยังไม่ได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา แต่โจทก์ไม่มาปฏิบัติงานให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรจนถูกจำเลยเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากจำเลยนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาในอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 ด้วยการลาออก มิได้สิ้นสุดลงเนื่องจากถูกจำเลยเลิกจ้างเพราะละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร เมื่อสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงโดยที่โจทก์มิได้กระทำความผิด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการจ่ายเงินบำเหน็จ เงินทำขวัญ และเงินช่วยเหลือในการทำศพเจ้าหน้าที่คุรุสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2520 จำนวนตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ชวลิต ยอดเณร · จรัส พวงมณี
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2364/2545

ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของคู่ความพอวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แต่โจทก์อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลแรงงานกลางต้องสั่งให้สืบพยานโจ…

Supreme Court Judgment No. 51/2545

สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้ โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญั…

Supreme Court Judgment, B.E. 2540 (ref. 5201)

แม้นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิจะเลิกสัญญาจ้างได้ฝ่ายเดียวโดยอีกฝ่ายหนึ่งไม่จำต้องตกลงหรือยินยอมด้วยก็ตามแต่การเลิกจ้างจะมีผลต่อเมื่อฝ่ายที่ใช้สิทธิเลิกจ้างได้แสดงเจตนาหรือบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ทราบก…

Supreme Court Judgment No. 842/2540

แม้นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิจะเลิกสัญญาจ้างได้ฝ่ายเดียว โดยอีกฝ่ายหนึ่งไม่จำต้องตกลงหรือยินยอมด้วยก็ตาม แต่การเลิกจ้างจะมีผลต่อเมื่อฝ่ายที่ใช้สิทธิเลิกจ้างได้แสดงเจตนาหรือบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ทรา…

Supreme Court Judgment No. 3156/2532

การที่ นายจ้าง เลิกจ้างลูกจ้าง เป็นเรื่องที่ นายจ้าง ใช้สิทธิเลิกสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับว่าจะต้องระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างนั้นด้วย เมื่อลูกจ้างนำคดีมาฟ้อง นายจ้างก็มีสิทธิที่จะ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up