คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนหนี้เงินกู้ระบุไว้แจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 ตกลงกู้เงินบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) 2,148,647.44 บาท โดยจำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรายเดือนรวม 144 งวด เป็นเงินงวดละ 33,700 บาท โดยเริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 22 เมษายน 2538 และงวดถัดไปทุกวันที่ 22 ของเดือน และตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 มีนาคม 2550 นับแต่จำเลยที่ 1 ได้กู้เงินจากบริษัทผู้ให้กู้แล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญากู้ โดยในวันที่ 5 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้นำเงินมาชำระหนี้ครั้งสุดท้ายจำนวน 34,439.01 บาท ซึ่งเป็นการชำระดอกเบี้ยบางส่วน ทำให้วันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ค้างชำระต้นเงินจำนวน 2,141,437.61 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 48,578.36 บาท
ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวจากบริษัทผู้ให้กู้ ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์จึงมีลักษณะเป็นการฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ซึ่งมีข้อตกลงชำระหนี้ผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ที่ระบุในคำฟ้อง คือ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้
ดังนี้การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2544 คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ส่วนข้ออ้างในฎีกาของโจทก์ว่า ในทางปฏิบัติจำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ตรงตามกำหนดชำระหนี้ตามงวดที่ระบุไว้ในสัญญากู้ ซึ่งปรากฏตามการ์ดเงินกู้ จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าชำระในบัญชีเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2538 จำนวน 33,700 บาท และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2538 จำนวน 34,439.01 บาท จึงแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วในขณะทำสัญญากู้จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาชำระหนี้ตรงตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ ทั้งบริษัทผู้ให้กู้ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวไว้แล้ว จึงถือว่าบริษัทผู้ให้กู้และจำเลยที่ 1 มิได้ถือเอาข้อตกลงในเรื่องระยะเวลาและจำนวนเงินที่ต้องชำระตามงวดดังที่ระบุไว้ในสัญญาเป็นข้อสำคัญ
ถือว่าคู่สัญญาเจตนาทำสัญญากู้ทั่วไป อันเป็นเรื่องเอกเทศสัญญาว่าด้วยการยืมใช้สิ้นเปลือง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ระหว่างบริษัทผู้ให้กู้และจำเลยที่ 1 ในเรื่องการชำระหนี้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาดังกล่าว อาจมีผลในปัญหาเรื่องการผิดนัดว่าถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้หรือไม่เท่านั้น มิได้มีผลเปลี่ยนแปลงลักษณะของสัญญาดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ในส่วนของหนี้เงินกู้ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
อนึ่ง โจทก์ยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์จำนวน 4,350,638.52 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 108,765 บาท โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา 136,967.50 บาท จึงเป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินมา 28,202.50 บาท จึงต้องคืนส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"
Result
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาจำนวน 28,202.50 บาท แก่โจทก์