Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6881/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่โจทก์ย้ายโรงงานและสำนักงานแห่งใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร ไปรวมกับสำนักงานสาขาที่จังหวัดนครพนม เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว จำเลยทั้งสิบสองซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยตามมาตรา 120 วรรคสี่ โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานจึงเป็นที่สุดและย่อมผูกพันโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น และการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตามมาตรา 120 วรรคห้า ซึ่งยุติไปแล้วมาอ้างในชั้นนี้ จำเลยทั้งสิบสองใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่อง การลา อันเป็นกฎหมายและระเบียบที่ใช้บังคับแก่การบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีทั่วไป

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยเรียกโจทก์ทั้งสิบสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสิบสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นลูกจ้างโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นลูกจ้างรายวัน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นไปตามที่ระบุในคำฟ้อง นอกจากค่าจ้างดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ยังได้รับค่ารถและค่าอาหารคนละวันละ 14 บาท กับได้รับค่าเบี้ยขยันเฉลี่ยคนละวันละ 4.50 บาท โจทก์กำหนดจ่ายค่าจ้าง ค่ารถ ค่าอาหาร และค่าเบี้ยขยันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ทุกวันที่ 5 และวันที่ 20 ของเดือน

ส่วนจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 เป็นลูกจ้างรายเดือนเงินเดือนอัตราสุดท้ายของจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 เป็นไปตามที่ระบุในคำฟ้อง นอกจากเงินเดือนดังกล่าว จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ยังได้รับค่าครองชีพคนละเดือนละ 600 บาท โจทก์กำหนดจ่ายเงินเดือนและค่าครองชีพให้จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ทุกวันสิ้นเดือน สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์มีระเบียบฉบับที่ 2 เรื่อง การลา กำหนดว่าลูกจ้างผู้ใดประสงค์จะออกจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์ ให้ยื่นใบลาออกตามแบบที่โจทก์กำหนดต่อผู้บังคับบัญชาของตนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนถึงกำหนดวันจ่ายค่าจ้างในงวดหรือเดือนถัดไปข้างหน้า ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2545 จำเลยที่ 12 ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างโดยส่งให้โจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน

โจทก์ได้รับวันที่ 26 มิถุนายน 2545 แต่จำเลยที่ 12 มิได้กำหนดวันที่มีผลเลิกสัญญาไว้ สัญญาจ้างจึงมีผลนับแต่วันเวลาที่หนังสือแสดงเจตนาเลิกจ้างไปถึงโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 12 จึงสิ้นสุดลงในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 ครั้นวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง และวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กำหนดให้หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป แต่การบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างให้โจทก์ทราบไม่ถึง 15 วัน

ก่อนถึงกำหนดวันจ่ายค่าจ้างตามระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่องการลา การบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และระเบียบการลาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงต้องรับผิดในค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาจ้างดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทุกคนเป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นลูกจ้างรายวัน ส่วนจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 เป็นลูกจ้างรายเดือน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ได้รับค่าจ้าง ค่ารถ ค่าอาหารและเบี้ยขยัน และจำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ได้รับเงินเดือนและค่าครองชีพตามจำนวนที่ระบุในคำฟ้อง โจทก์จ่ายค่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ทุกวันที่ 5 และวันที่ 20 ของเดือน และโจทก์จ่ายค่าจ้างให้จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 ทุกวันสิ้นเดือน โจทก์ได้ปิดกิจการชั่วคราวและจ่ายค่าจ้างให้จำเลยทุกคนในอัตราร้อยละ 50 ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ได้บอกเลิกสัญญาจ้างเนื่องจากโจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวและคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน มีคำสั่งที่ 1/2546 ลงวันที่ 14 มกราคม 2546 ว่า การย้ายสถานประกอบการดังกล่าวของโจทก์เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ.2541 มาตรา 120 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 บอกเลิกสัญญาจ้างจึงมิใช่เป็นการบอกเลิกตามระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่อง การลา และมิใช่เป็นการบอกเลิกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง แต่เป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างตามมาตรา 120 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์หลายอย่างรวมทั้งประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการส่งออก โจทก์มีสำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และยังมีสำนักงานและโรงงานผลิตสาขาอยู่ที่จังหวัดนครพนม อาคารซึ่งใช้เป็นสำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตที่กรุงเทพมหานครนั้น โจทก์เช่าจากบริษัทพี.แอล.พี (1987) จำกัด ตั้งแต่ปี 2532 สัญญาเช่ามีหลายฉบับ แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาเช่าตามสัญญาแต่ละฉบับแล้วโจทก์กับผู้ให้เช่าได้ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่เรื่อยมา สัญญาเช่าฉบับสุดท้ายมีกำหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยทั้งสิบสองทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตกรุงเทพมหานคร

โจทก์มีระเบียบฉบับที่ 2 เรื่อง การลา ข้อ 7 กำหนดว่า "ลูกจ้างผู้ใดประสงค์จะลาออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัท ให้ยื่นใบลาออกตามแบบที่บริษัทพิจารณาต่อผู้บังคับบัญชาของตนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในงวดหรือเดือนถัดไปข้างหน้า" ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2544 โจทก์กำหนดวันเปิดอาคารโรงงานผลิตที่สาขานครพนม วันที่ 25 ตุลาคม 2544 โจทก์ประกาศแจ้งให้ลูกจ้างซึ่งทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตกรุงเทพมหานคร ทราบว่าผู้ใดประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมให้แสดงความจำนง และในวันที่ 22 มกราคม 2545 โจทก์ประกาศแจ้งให้ลูกจ้างซึ่งไม่ประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมกรอกแบบสอบถามถึงผลกระทบต่อการดำรงชีพของลูกจ้างหรือครอบครัว

กรณีที่โจทก์ต้องเปิดดำเนินกิจการโรงงานผลิตที่สาขานครพนมเพียงแห่งเดียว จำเลยทั้งสิบสองกรอกแบบสอบถามว่า ไม่ประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมเพราะมีผลกระทบต่อการดำรงชีพตามปกติของจำเลยทั้งสิบสองและครอบครัว วันที่ 20 พฤษภาคม 2545 โจทก์แจ้งให้ลูกจ้างทราบว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญาเช่าอาคารซึ่งโจทก์ใช้เป็นสำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตที่กรุงเทพมหานคร และสัญญาเช่าจะครบกำหนดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จึงให้ลูกจ้างที่แสดงความจำนงจะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมไปทำงานตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2545 โจทก์มีคำสั่งที่ 21/2545 แจ้งให้ลูกจ้างซึ่งไม่ได้แสดงความจำนงจะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมทราบว่าผู้ให้เช่าอาคารได้บอกเลิกสัญญาเช่าและให้โจทก์ส่งมอบอาคารที่เช่าคืนทันที

โจทก์จึงขอให้ลูกจ้างที่ไม่ได้แสดงความจำนงจะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนม หากต้องการจะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมก็ให้ไปทำงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป หากลูกจ้างคนใดมีเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมก็ให้ลูกจ้างคนนั้นทำหนังสือชี้แจงเหตุขัดข้องภายในวันที่ 29 มิถุนายน 2545 เวลา 16 นาฬิกา หากลูกจ้างคนใดไม่ทำหนังสือชี้แจงภายในเวลาที่กำหนด ถือว่าลูกจ้างคนนั้นไม่มีเหตุขัดข้อง และยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งของโจทก์ฉบับนี้ทุกประการ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ทำหนังสือชี้แจงเหตุขัดข้องว่า ไม่สามารถไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมเนื่องจากมีปัญหาทางด้านครอบครัว ส่วนจำเลยที่ 12 ทำหนังสือฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2545 ถึงโจทก์ชี้แจงเหตุขัดข้องว่าไม่ประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมเนื่องจากจำเลยที่ 12 มีครอบครัวและอาศัยอยู่ที่จังหวัดชลบุรี กับบุตรก็มีอายุน้อย จึงขอใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ.2541 มาตรา 120 โดยให้มีผลในวันที่ 30 มิถุนายน 2545 ครั้นวันที่ 24 กรกฎาคม 2545 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้ลูกจ้างซึ่งประสงค์จะไปทำงานที่โรงงานผลิตสาขานครพนมและได้ทำหนังสือชี้แจงเหตุขัดข้องไว้แล้วยื่นคำขอให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาว่า เหตุผลที่ลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานที่สาขานครพนมและลูกจ้างจะขอใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างแล้วจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ได้ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างต่อโจทก์ และวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ได้ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างต่อโจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ระบุให้การบอกเลิกสัญญาจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป หลังจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 กับพวกได้ยื่นคำขอให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาว่า การย้ายสถานประกอบกิจการดังกล่าวของโจทก์ ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2546 คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมีคำวินิจฉัยที่ 1/2546 ว่า การที่โจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการดังกล่าวต่อให้เกิดผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 กับพวก ดังนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 กับพวก มิสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ.2541 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อศาลแรงงานกลาง โจทก์อุทธรณ์สรุปสาระสำคัญได้ว่า การที่โจทก์มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่ก่อนแล้วสองแห่งคือที่กรุงเทพมหานครและที่จังหวัดนครพนม แล้วโจทก์ปิดโรงงานผลิตที่กรุงเทพมหานคร คงเปิดดำเนินการผลิตที่โรงงานจังหวัดนครพนมเพียงแห่งเดียว ดังนั้น การที่โจทก์สั่งให้ลูกจ้างที่ทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตที่กรุงเทพมหานครรวมทั้งจำเลยทั้งสิบสองไปทำงานที่โรงงานจังหวัดนครพนมเป็นการใช้อำนาจในการบริหารงานในฐานะนายจ้าง ไม่ใช่เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีพตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ.2541 มาตรา 120 และขณะที่จำเลยทั้งสิบสองยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน จำเลยทั้งสิบสองไม่ได้เป็นลูกจ้างโจทก์แล้ว จึงไม่ใช่เป็นการยื่นคำขอตามมาตรา 120 วรรคสาม ทั้งการบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยทั้งสิบสองไม่ได้ใช้สิทธิภายใน 30 วัน นับแต่วันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการหรือนับแต่วันที่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานหรือคำพิพากษาของศาลเป็นที่สุด ตามมาตรา 120 วรรคห้า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานที่ 1/2546 ลงวันที่ 14 มกราคม 2546 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายมานำอ้างในคดีนี้ไม่ได้ และคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสิบสองอ้างว่าจำเลยทั้งสิบสองบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และระเบียบการลาของโจทก์ที่ระบุว่าลูกจ้างที่ประสงค์จะลาออกต้องยื่นใบลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนถึงกำหนดวันจ่ายค่าจ้างในงวดหรือเดือนถัดไป จำเลยทั้งสิบสองต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสิบสองบอกเลิกสัญญาจ้างเนื่องจากโจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว และคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานได้วินิจฉัยตามคำสั่งที่ 1/2546 ลงวันที่ 14 มกราคม 2546 ว่าการย้ายสถานประกอบกิจการของโจทก์เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสิบสองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 การบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยทั้งสิบสองจึงไม่ใช่การบอกเลิกตามกฎหมายและระเบียบที่โจทก์กล่าวอ้าง

คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงว่า จำเลยทั้งสิบสองได้บอกเลิกสัญญาจ้าง เนื่องจากโจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของจำเลยทั้งสิบสองและครอบครัวหรือไม่ และการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่อง การลา หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยทั้งสิบสองที่โจทก์นำมาฟ้องนั้น คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานได้วินิจฉัยตามคำสั่งที่ 1/2546 แล้วว่า การที่โจทก์ย้ายโรงงานและสำนักงานแห่งใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร ไปรวมกับสำนักงานสาขาที่จังหวัดนครพนม เป็นการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง

ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว จำเลยทั้งสิบสองซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120 ซึ่งหากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าวโจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยตามมาตรา 120 วรรคสี่ ปรากฏว่าโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานที่ 1/2546 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 แล้วโจทก์ไม่อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลางภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานจึงเป็นที่สุดและย่อมผูกพันโจทก์ โจทก์หามีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องการย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง

ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว และประเด็นเรื่องจำเลยทั้งสิบสองใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตามมาตรา 120 วรรคห้า ซึ่งยุติไปแล้วในชั้นคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานมาอ้างในชั้นนี้ได้ไม่ ดังนั้น เมื่อเป็นที่ยุติว่าโจทก์ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวและจำเลยทั้งสิบสองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 120 การใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างของจำเลยทั้งสิบสองจึงเป็นการใช้สิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ไม่อยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 2 เรื่อง การลา อันเป็นกฎหมายและระเบียบที่ใช้บังคับแก่การบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีทั่วไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสองสำนวนฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
พิทยา บุญชู · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · จรัส พวงมณี
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5737/2561

สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การบอกเลิกสัญญานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด แม้ตามสัญญาจ้างแรงง…

Supreme Court Judgment No. 4030/2561

แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเป็นแผนกการเงินและบัญชีตามมติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับเกี่ย…

Supreme Court Judgment No. 3600/2561

โจทก์ยื่นใบลาออกต่อจำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 โดยระบุข้อความว่า วันสุดท้ายที่มาทำงาน คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ถ้าเป็นไปได้ หรือในวันที่ 9 สิงหาคม 2555 อันมีความหมายว่าโจทก์ประสงค์ลาออกโดยให้มีผ…

Supreme Court Judgment No. 1906/2556

การบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ที่ใช้ในขณะเกิดเหตุนั้น นายจ้างสามารถที่จะเลิกจ้างลูกจ้างโดยทำเป็นหนังสือหรือบอกเลิกจ้างลูกจ้างด้วยวาจาก็ได้ แต่…

Supreme Court Judgment No. 10332/2550

แม้หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง ระบุเหตุผลที่เลิกจ้างไว้ประการหนึ่งว่าโจทก์ไม่ได้มาทำงานในวันที่ 22 และ 26 มีนาคม 2547 แต่ได้ลงบันทึกข้อมูลของบริษัทจำเลยว่าโจทก์มาทำงานในวันดังกล่าว ทำให้จำเลยต้องจ่ายค่าอา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up