คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2517 จำเลยได้ทำสัญญาประกันตัวนายพินิจ สัจวรรณ นางจรูญ สัจวรรณ ไว้กับโจทก์ที่ 2 รวม 2 ฉบับมีใจความว่าจำเลยขอประกันตัวนายพินิจ นางจรูญผู้ต้องหา โดยสัญญาจะส่งตัวคืนแก่โจทก์ในวันที่ 25 ธันวาคม 2517 ถ้าผิดสัญญาไม่ส่งตัวนายพินิจหรือนางจรูญภายในกำหนดจำเลยยอมชดใช้เงินให้คนละ 50,000 บาท ต่อมาจำเลยผิดสัญญาโจทก์จึงสั่งปรับจำเลยเป็นเงินคนละ 50,000 บาท รวม 100,000 บาทจำเลยไม่ชำระ จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 100,000 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความแทนโจทก์จำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาไว้กับโจทก์จริงและผิดสัญญาจริงแต่จำเลยได้ติดตามจับนายพินิจ
นางจรูญมาส่งโจทก์ได้แล้วในการนี้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายไปไม่น้อยกว่า 20,000 บาท ขอให้ลดค่าปรับศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าปรับสัญญาประกันละ 35,000 บาท รวม 70,000 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาทแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดค่าปรับศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ปรับจำเลยสัญญาประกันละ 10,000 บาทรวม 20,000 บาท ค่าทนายความชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ปรับจำเลยตามสัญญาประกัน สัญญาละ 35,000 บาท ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีโจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาประกันคนละฉบับ ขอให้ปรับตามสัญญาประกันฉบับละ 50,000 บาท ทุนทรัพย์สำหรับคดีนี้จึงแยกออกตามสัญญาประกันแต่ละฉบับ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลดค่าปรับลงจากสัญญาละ 35,000 บาทเป็นสัญญาละ 10,000 บาท เป็นการแก้ไขเล็กน้อย ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาดุลพินิจในการลดค่าปรับซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2518 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์