Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6966/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยกับพวกหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าพวกของจำเลยคือผู้มีชื่อและขอกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมโดยทำสัญญากู้ยืมเงินกับมอบโฉนดที่ดินซึ่งผู้มีชื่อดังกล่าวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ร่วมยึดถือไว้โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้เงินจากโจทก์ร่วม และมิให้โจทก์ร่วมใช้สัญญากู้ยืมเงินนั้นเป็นหลักฐานฟ้องร้องเรียกเงินคืน จึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลยกับพวกได้มอบสัญญากู้ยืมเงินนั้นให้โจทก์ร่วมยึดถือไว้ จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่ง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

จำเลยกับพวกหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าพวกของจำเลยคือผู้มีชื่อและขอกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมโดยทำสัญญากู้ยืมเงินกับมอบโฉนดที่ดินซึ่งผู้มีชื่อดังกล่าวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ร่วมยึดถือไว้โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้เงินจากโจทก์ร่วม และมิให้โจทก์ร่วมใช้สัญญากู้ยืมเงินนั้นเป็นหลักฐานฟ้องร้องเรียกเงินคืน จึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลยกับพวกได้มอบสัญญากู้ยืมเงินนั้นให้โจทก์ร่วมยึดถือไว้ จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่งโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 4 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำความผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ วันที่ 15 เมษายน2535 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นเอกสารสิทธิทั้งฉบับด้วยการปลอมลายมือชื่อนางแก้ว

ใจแสน ในช่องผู้กู้เพื่อให้นายสมเจตน์ ทองวัฒนา ผู้เสียหายและบุคคลอื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและบุคคลอื่น ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยกับพวกโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งและโดยแสดงตนเป็นคนอื่นโดยจำเลยกับพวกให้พวกของจำเลยคนหนึ่งแสดงตนกับผู้เสียหายว่าเป็นนางแก้ว ใจแสน เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1971 ตำบลวังไก่เถื่อนอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และนำโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสัญญากู้ยืมเงินที่ทำปลอมขึ้นแสดงต่อผู้เสียหายเพื่อขอกู้ยืมเงินจำนวน 80,000 บาท ซึ่งเป็นเท็จ ความจริงจำเลยกับพวกไม่มีเจตนาจะกู้ยืมเงินและยอมผูกพันตามสัญญากู้ยืมเงินที่ทำปลอมขึ้น

จากการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินจำนวน 80,000 บาทให้จำเลยกับพวกไป และวันที่ 24 เมษายน 2535 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นเอกสารสิทธิทั้งฉบับด้วยการปลอมลายมือชื่อของนางแก้ว ใจแสน ลงในช่องผู้กู้เพื่อให้ผู้เสียหายและบุคคลอื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและบุคคลอื่นตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยกับพวกโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยแสดงตนเป็นคนอื่น โดยจำเลยกับพวกให้พวกของจำเลยคนหนึ่งแสดงตนเป็นนางแก้ว ใจแสน เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1971ตำบลวังไก่เถื่อน

อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายจำนวน 20,000 บาท ซึ่งเป็นเท็จ ความจริงจำเลยกับพวกไม่มีเจตนาจะกู้ยืมเงินและยอมผูกพันตามสัญญากู้ยืมเงินที่ทำปลอมขึ้น จากการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินจำนวน20,000 บาท ให้จำเลยกับพวก เหตุเกิดที่ตำบลหันคา อำเภอหันคาจังหวัดชัยนาท วันที่ 1 กรกฎาคม 2535 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันฉ้อโกงแต่ปฏิเสธข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 265, 268, 341, 342พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2536มาตรา 4 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา นายสมเจตน์ ทองวัฒนา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 342(1) ประกอบมาตรา 341, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 กระทงหนึ่ง กับมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 อีกกระทงหนึ่ง แต่การใช้นี้เกิดจากการทำปลอมเอกสารสิทธิกระทงแรกด้วยตามมาตรา 268 วรรคสอง ให้ลงโทษทั้งสองกระทงตามมาตรา 268วรรคแรก กระทงเดียว จำเลยกระทำความผิดฐานนี้อีกหนึ่งครั้ง จึงเป็นความผิดสองกระทงให้จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมโทษสองกระทง จำคุก 4 ปีคำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้างลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี8 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342(1), 91 เรียงกระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมสองกระทงให้จำคุก 4 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่าการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นความผิดเกี่ยวกับเอกสารตามโจทก์ฟ้องด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2535จำเลยกับพวกซึ่งเป็นหญิงอีก 4 คน คือนางพเยาว์ จันทร อายุประมาณ60 ปี

นางสมพิศ จันทร นางเรณู เพรี และนางเล็กหรือสุดใจ ใจแสนได้มาหาโจทก์ร่วมและขอกู้ยืมเงิน 80,000 บาท จำเลยอ้างว่านางพเยาว์ คือนางแก้ว ใจแสน เป็นคนขอกู้โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่1971 ตามเอกสารหมาย จ.1 ที่มีชื่อนางแก้ว ใจแสน เป็นเจ้าของเป็นประกัน โจทก์ร่วมเชื่อว่านางพเยาว์ คือนางแก้ว ใจแสน จริงจึงให้กู้ แล้วนางพเยาว์กับนางสมพิศได้ทำสัญญาเป็นผู้กู้ร่วมกันโดยนางพเยาว์ลงชื่อเป็นนางแก้ว ใจแสน ส่วนนางสมพิศลงชื่อเป็นนางแววหรือแว๋ว ใจแสน ในสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.2ต่อมาวันที่ 24 เดือนเดียวกันจำเลยกับพวก 4 คน ดังกล่าวได้มาขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมเพิ่มอีก 20,000 บาท นางพเยาว์ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินให้โจทก์ร่วมไว้อีกหนึ่งฉบับ โดยลงชื่อในช่องผู้กู้ว่านางแก้ว

ใจแสน ตามเอกสารหมาย จ.3 เห็นว่า จำเลยกับพวกหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าพวกของจำเลยคือผู้มีชื่อดังที่อ้าง และขอกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมโดยทำสัญญากู้ยืมเงินกับมอบโฉนดที่ดินซึ่งมีชื่อพวกจำเลยที่อ้างให้โจทก์ร่วมยึดถือไว้ การกระทำของจำเลยกับพวกมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้เงินจากโจทก์ร่วม และมิให้โจทก์ร่วมใช้สัญญากู้ยืมเงินนั้นเป็นหลักฐานฟ้องร้องเรียกเงินคืน ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย จำเลยกับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลยกับพวกได้มอบสัญญากู้ยืมเงินนั้นให้โจทก์ร่วมยึดถือไว้ จำเลยกับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในความผิดเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

Matter details

Panel of judges
ชัยนาท พันตาวงศ์ · สะสม สิริเจริญสุข · สมพงษ์ สนธิเณร
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1508/2538

ตั๋วเครื่องบินที่มีมูลค่าหรือราคาใช้ตามที่ปรากฏในตั๋วเป็นตั๋วที่ผู้มีชื่อในตั๋วมีสิทธิที่จะใช้โดยสารเครื่องบินของสายการบินที่ปรากฏในตั๋ว ตั๋วเครื่องบินจึงเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อซึ่งสิทธิตาม…

Supreme Court Judgment No. 3006/2545

ร้านค้าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกบัตรเครดิตของธนาคาร ผู้เสียหายรับมอบเครื่องรูดบัตรไปใช้ที่ร้านจำเลยที่ 1 ซึ่งในทางปฏิบัติเมื่อมีลูกค้าถือบัตรเครดิตมาซื้อสินค้า จำเลยที่ 2 จะต้องเป็นผู้ตรวจสอ…

Supreme Court Judgment No. 4222/2545

จำเลยที่ 3 เป็นผู้เช่าร้านค้า โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการอยู่ในร้านค้านั้น ต่อมาจำเลยที่ 3 เป็นผู้นำใบบันทึกการขายปลอมรวม 4 ฉบับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของใบบันทึกการขายปลอมจำนวน 25 ฉบับ ไปยื่นต่อโจ…

Supreme Court Judgment No. 6154/2540

ใบเสร็จรับเงินค่าเช่าบ้านเป็นหลักฐานแห่งการระงับซึ่งสิทธิของผู้ให้เช่าจึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) จำเลยนำใบเสร็จรับเงินค่าเช่าบ้านที่จำเลยปลอมขึ้นและเป็นเอกสารเท็จยื่นประกอบแบบใบข…

Supreme Court Judgment No. 7362/2538

จำเลยที่1ติดต่อบอกขายที่ดินแก่โจทก์ร่วม2แปลงและนัดหมายไปดูที่ดินกันจำเลยที่1และที่2พาโจทก์ร่วมและสามีไปดูที่ดินทั้งสองแปลงแต่โจทก์ร่วมไม่ชอบจึงได้เสนอขายที่ดินแปลงพิพาทและจำเลยทั้งสองยังได้ร่วมกันพาโจ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up