Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7016/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำต่อโจทก์นั้นไม่มีข้อตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลล่างทั้งสอง ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ 2,175,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,175,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 สิงหาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลกึ่งหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นพี่สาวของอดีตภริยาของจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 เคยร่วมกันประกอบธุรกิจรถยนต์มือสองใช้ชื่อการค้าว่า จีเนียสคาร์ ต่อมาเลิกกิจการ จำเลยที่ 1 เป็นผู้มอบสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน ให้โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เขียนจำนวนเงิน 1,650,000 บาท และลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ในช่องผู้กู้ จำเลยที่ 2 เป็นพี่สาวของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกัน ก่อนฟ้องคดีทนายโจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้ว่าทำสัญญาวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระต้นเงินภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2554 และกรอกข้อความรายละเอียดในสัญญาค้ำประกัน

โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ภายใน 7 วัน จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 ตามหนังสือขอให้ชำระหนี้และใบตอบรับ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันโดยจำเลยทั้งสองไม่ยินยอม เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้ครบถ้วนภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2554 ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่าการกรอกข้อความไม่ได้พูดกับโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะจำเลยที่ 1 มอบสัญญากู้เงิน ไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยและวันครบกำหนดชำระ

ทั้งที่จำเลยที่ 1 ได้ระบุจำนวนเงินไว้ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ได้มีการพูดตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยและวันครบกำหนดชำระจึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าคำเบิกความของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินและรับเงินไป 1,650,000 บาท ขณะทำสัญญากู้ไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยและกำหนดเวลาชำระหนี้คืน แต่เมื่อโจทก์ทวงถามและกำหนดเวลาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 จำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ผิดนัดวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ส่วนค่าเสียหาย 5,000 บาท

โจทก์ฟ้องว่าเป็นค่าเสียหายในการทวงถามอันเกิดจากการผิดสัญญา แต่เมื่อสัญญากู้ไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้คืน ขณะทวงถามจำเลยทั้งสองยังมิได้ผิดสัญญา จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดในค่าทวงถามดังกล่าว และสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำต่อโจทก์นั้นไม่มีข้อตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลล่างทั้งสอง ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นนอกจากนี้ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี · รังสรรค์ ดวงพัตรา · ชลิศร์ สวัสดิทัต
Lower court
ศาลจังหวัดพัทยา - นายวิศรุต สิริสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
Supreme Court black case no.
พ.816/2558
Trial court black case no.
พ992/2554
Trial court red case no.
พ1105/2555
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 11714/2553

ตามสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 เป็นเหตุใ…

Supreme Court Judgment No. 1539/2548

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์เพียง 45,000 บาท และลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินที่ยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินไว้ แล้วมีการนำสัญญากู้ยืมเงินไปกรอกจำนวนกู้เป็น 200,000 บาท ในภายหลังเ…

Supreme Court Judgment No. 4048/2540

คำบรรยายฟ้องโจทก์ได้ความชัดว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์โดยมีจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เป็นผู้ทำสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญ…

Supreme Court Judgment No. 6749/2539

สัญญาค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา680วรรคสองจึงต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลเพื่อเพิ่มเต…

Supreme Court Judgment No. 2654/2539

โจทก์ทำสัญญาซื้อขายเครื่องสูบน้ำสปริงเกอร์พร้อมท่อและอุปกรณ์ประกอบด้วยเครื่องยนต์กำลัง จำนวน 13 ชุด จากจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2เป็นผู้ออกสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ให้แก่โจทก์ ต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up