Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7035/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน เป็นความผิดต่างกรรมกัน แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่งได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 แต่ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 189, 276, 289 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 289 (7) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุม

ชั้นสอบสวนและคำให้การในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา จำคุกตลอดชีวิต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว คงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราและฆ่านางสาว ก. ผู้ตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตายตามฟ้องโจทก์หรือไม่ คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 คงมีแต่พยานแวดล้อมได้แก่นางสาวฑัชริฎา มุงคุณ นางสาววารี ทรงถ้ำ และนางสาวนิภาพร พันธ์ไชย ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้ตายเบิกความตรงกันสรุปได้ว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 24 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ที่ 2 นายอุเทนหรือเหน่งและนายโขงได้มาร่วมรับประทานอาหารและดื่มสุรากับผู้ตายและเพื่อนที่บ้านของนายสิทธิพลหรือกล้วย รัตนะ ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 และนายอุเทนนั่งขนาบข้างผู้ตายพยายามมอมสุราและมีพฤติกรรมลวนลามผู้ตาย ต่อมาเวลาประมวล 3 ถึง 4 นาฬิกาของวันเกิดเหตุ

จำเลยที่ 1 และนายอุเทนได้ขับรถจักรยานยนต์พาผู้ตายออกจากบ้านนายสิทธิพลแล้วหายไป จนกระทั่งวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 ได้พบศพผู้ตายมีร่องรอยถูกข่มขืนกระทำชำเราและถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตาย นอกจากนี้โจทก์มีนายพรไพร สิทธิ์เสรี นายสิทธิพลหรือกล้วย รัตนะ นายเกรียงไกรหรือเด็ด อรนันท์เบิกความทำนองเดียวกันว่า ในคืนเกิดเหตุเมื่อพยานทราบว่าจำเลยที่ 1 และนายอุเทนขับรถจักรยานยนต์พาผู้ตายออกจากบ้านไป พยานเป็นห่วง โดยเฉพาะนายพงไพรเบิกความว่า จำเลยที่ 1 กับนายอุเทนชอบพาผู้หญิงไปข่มขืน พยานได้ตามหาจนกระทั่งเวลาประมาณ 5 นาฬิกา พยานพบนายอุเทนที่ปั๊มน้ำมัน ป.ต.ท. นายอุเทนบอกว่าผู้ตายกระโดดรถหนีไปเมื่อเวลาประมาณ 4 นาฬิกา

ส่วนนายสิทธิพลเบิกความว่า เวลาประมาณ 6 นาฬิกา พยานไปที่บ้านนายโหน่ง พบจำเลยที่ 1 และนายอุเทนนอนอยู่ จำเลยที่ 1 บอกว่านำผู้ตายไปส่งที่บ้านแล้ว เห็นว่า ตามคำพยานโจทก์ดังกล่าวและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ได้ความตรงกันว่าจำเลยที่ 1 และนายอุเทนได้ขับรถจักรยานยนต์พาผู้ตายออกจากบ้านนายสิทธิพล และพาผู้ตายไปตรงที่เกิดเหตุหลังจากที่ผู้ตายหายไป เมื่อเพื่อนของผู้ตายไปสอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พยายามพูดบ่ายเบี่ยงอ้างว่าพาผู้ตายกลับไปส่งที่บ้านแล้ว ในชั้นจับกุมได้ความจากสิบตำรวจเอกทิวา ประภาสโนบล ผู้จับกุมว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับนายอุเทนข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตาย ทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 รับว่าได้ขับรถจักรยานยนต์พานายอุเทนและผู้ตายไปบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งพบเสื้อผ้าของผู้ตาย

เพียงแต่อ้างว่านายอุเทนแต่ผู้เดียวที่พาผู้ตายเข้าไปข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และนายอุเทนได้พยายามมอมสุราผู้ตายและลวนลามทางเพศขณะที่นั่งดื่มสุรา จึงเป็นข้อบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะล่วงละเมิดทางเพศผู้ตายมาตั้งแต่แรก นอกจากนี้ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ตอบอัยการโจทก์รับว่าเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุนายอุเทนได้ดึงผู้ตายลงจากรถ แล้วผู้ตายขัดขืนนายอุเทนตบผู้ตาย 2 ถึง 3 ครั้ง แล้วนายอุเทนจิกผมผู้ตายเข้าไปในที่นาของนายวันคำอีกทั้งยังได้ยินนายอุเทนพูดอีกว่า "มึงจะหนีไปไหนแถวนี้ถิ่นกู มึงหนีไม่รอดหรอก" โดยพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงต้องทราบดีว่าเกิดเหตุร้ายแก่ผู้ตาย ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำผิดก็น่าจะห้ามปรามและเข้าช่วยเหลือผู้ตาย ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่านายอุเทนพาผู้ตายไปที่กระท่อมนาและไม่มีส่วนรู้เห็นในการข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตายเพื่อปกปิดความผิดนั้น

ขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง หลังเกิดเหตุเพื่อนผู้ตายมาสอบถามจำเลยที่ 1 กลับปกปิดความจริงโดยบอกว่าพาผู้ตายไปส่งที่บ้านแล้ว และได้หลบหนีไปอยู่จังหวัดอื่นอันเป็นข้อพิรุธ เมื่อพบศพผู้ตายซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่พบเสื้อผ้าของผู้ตายประมาณ 400 เมตร นายแพทย์บัญชา สรรพโส และพันตำรวจตรีเอกชัย นาถึง ผู้ร่วมกันชันสูตรพลิกศพเบิกความประกอบกับผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์และรายงานการชันสูตรพลิกศพตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ว่า จากการตรวจสภาพศพผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 วัน ผู้ตายถูกข่มขืนกระทำชำเราเสียชีวิตจากการถูกตีด้วยของแข็งไม่มีคมที่ศีรษะอย่างรุนแรงและสรุปได้ว่าเสียชีวิตก่อนที่จะจมน้ำโดยระบุวันเวลาที่ตายเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 เวลา 4 นาฬิกาเศษ และวันเวลาที่พบศพคือวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 เวลา 7.30 นาฬิกา

ฉะนั้น วันเวลาที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 และนายอุเทนอยู่ร่วมกับผู้ตายในที่เกิดเหตุ และไม่มีเหตุที่จะให้คิดได้ว่าจะมีผู้อื่นได้ข่มขืนกระทำเราและฆ่าผู้ตาย พยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีของโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักเพียงพอที่ชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกข่มขืนและฆ่าผู้ตายจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (7) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนนั้นไม่ถูกต้อง เพราะการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน เป็นความผิดต่างกรรมกัน แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ

ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่งได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 แต่ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรากระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

Matter details

Panel of judges
พิทักษ์ คงจันทร์ · วิชัย วิวิตเสวี · ธานิศ เกศวพิทักษ์
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 83/2567

โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง โดยการกระทำความผิดฐานนี้ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบ ปัญ…

Supreme Court Judgment No. 1581/2567

แม้ตาม ป.อ. มาตรา 268 บัญญัติให้ผู้ใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 265 และเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น รับโทษตามมาตรานี้เพียงกระทงเดียว แต่การใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตาม ป.รัษฎากร มาตรา…

Supreme Court Judgment No. 1494/2566

ความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และฐานจัดให้มีการเล่นการพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศ เป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ศาลต้องพิพากษาลงโทษจําเลยทั้งสามทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ปัญหาดังกล่าวเป…

Supreme Court Judgment No. 1352/2563

แม้การทำปลอมสำเนาใบส่งสินค้า/สำเนาใบกำกับภาษีและสำเนาใบวางบิล ผู้กระทำมีเจตนามุ่งให้เกิดผลเป็นหนี้ค่าสินค้าแยกต่างหากจากกันรวม 6 ครั้ง แต่การขายเอกสารปลอมทั้ง 6 ฉบับดังกล่าวโดยการโอนสิทธิเรียกร้องให้แ…

Supreme Court Judgment No. 5069/2562

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) นั้น นอกจากจำเลยจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว คด…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up