Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7055/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 67 ทวิ (1) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) โดยประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควรต้องรับผิดตามมาตรา 67 ตรี ซึ่งจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณี ดังนั้น จึงถือได้ว่าการฝ่าฝืนมาตรา 67 ทวินี้ ได้มีบทบัญญัติกำหนดความรับผิดไว้เป็นการเฉพาะแล้วอีกประการหนึ่งมาตรา 67 ทวิ เป็นเรื่องของการประมาณการหากไม่ได้ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 เจ้าพนักงานจะทราบและสามารถประเมินให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มได้ทันทีเมื่อผู้ต้องเสียภาษียื่นชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และ 69 แห่งประมวลรัษฎากรฯ เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่จำต้องหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการตามแบบไม่ถูกต้องและมีการออกหมายเรียกไต่สวนตรวจสอบแล้วจึงประเมินเพิ่มตามที่ตรวจสอบดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 และ 20 ด้วย ดังนั้นเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินให้โจทก์เสียเบี้ยปรับตามมาตรา 22 อีก

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 67 ป.รัษฎากร Section 19 ป.รัษฎากร Section 20 ป.รัษฎากร Section 22 ป.รัษฎากร Section 68 ป.รัษฎากร Section 69 ป.วิ.พ. Section 142 ป.วิ.พ. Section 224 ป.วิ.พ. Section 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 Section 25 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 Section 29

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 6730 010/2/100195 และ 100196ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 ให้โจทก์ชำระภาษี จำนวน 823,403 บาทและ51,535 บาท กับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 6730010/5/101833 และ 6730 030/5/100574 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2540ให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน 214,262 บาท และ 165,423 บาท โจทก์ยื่นคำอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2542โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ นฐ/1/2542 ถึง นฐ/4/2542 ให้ลดภาษีลงคงเรียกเก็บจำนวน40,186.93 บาท, 42,856.82 บาท, 26,859.10 บาท และ 16,203.48บาท ตามลำดับ โจทก์ไม่เห็นด้วย

เพราะโจทก์ได้แสดงหลักฐานเกี่ยวกับรายได้ของโจทก์และบัญชีรายรับในปี 2535 จำนวน 16,834,480.41บาท แต่เจ้าพนักงานของจำเลยคิดรายได้ของโจทก์รวมทั้งสิ้น16,982,605.43 บาท และแจ้งว่าโจทก์บันทึกรายได้ต่างจากการประเมินของเจ้าพนักงานเป็นเงิน 148,125.02 บาท จึงบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปในยอดจำหน่ายสินค้าของโจทก์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2537เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือเชิญพบและแจ้งว่าโจทก์ยื่นเสียภาษีปี 2535 (ครึ่งปี) ไม่ครบถ้วนจะต้องเสียภาษีและเงินเพิ่มจำนวน89,385.33 บาท แต่โจทก์เสียภาษีปี 2535 จำนวน 29,182.33 บาทแล้วจึงต้องเสียเพิ่มอีกเป็นเงิน 60,203 บาท และโจทก์ผ่อนชำระจนครบถ้วนแล้ว สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนธันวาคม 2535เจ้าพนักงานของจำเลยปรับปรุงยอดขายเป็นจำนวน 732,046.67บาท และ 379,073.03 บาท

การที่เจ้าพนักงานคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลคลาดเคลื่อนย่อมมีผลกระทบต่อภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยและโจทก์มิได้จงใจไม่ชำระภาษีทั้งให้ความร่วมมือกับจำเลยในการชำระภาษีอากรตลอดมา หากโจทก์จะต้องชำระภาษีตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 6730 010/2/100195และ 100196 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 6730 010/5/101833 และ 6730 030/5/100574ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่

นฐ/1/2542 ถึง นฐ/4/2542 และให้งดหรือลดเบี้ยปรับกับเงินเพิ่มด้วยจำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานของจำเลยได้วิเคราะห์แบบแสดงรายการเสียภาษีของโจทก์และตรวจสอบภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลพบว่าโจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50โดยยื่นยอดขายต่ำไป และภาษีครึ่งปี โจทก์ยื่นประมาณการไว้ขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนธันวาคม2535 สำนักงานใหญ่และสาขายื่นยอดขายต่ำไป จึงแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าการประเมินราคาขายต่อหน่วยไม่ถูกต้องเนื่องจากได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ด้วย จึงถือว่าราคาขายที่โจทก์ขายไปตามหลักฐานใบกำกับภาษีขายเป็นราคาขายที่ถูกต้องแต่การคำนวณหาปริมาณสินค้าที่มีไว้เพื่อขายปรากฏว่ามีสินค้าที่โจทก์ขายแล้วไม่ลงบัญชีไว้

เจ้าพนักงานจึงคำนวณรายได้เพิ่มขึ้นโดยใช้ราคาขายโดยวิธีถัวเฉลี่ยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่ายอดขายที่ขาดไปเป็นยอดขายของวันใด รวมเป็นยอดขายทั้งสิ้น16,982,605.43 บาท ซึ่งไม่ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ด้วย ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีโจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 และเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันสมควรจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมายภาษีจำนวน 89,385.33 บาทที่โจทก์อ้างว่าชำระแล้วนั้นเป็นภาษีสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภ.ง.ด.50 (เต็มปี) ไม่ใช่ภาษีที่ต้องชำระสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ที่โจทก์อ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลคลาดเคลื่อนมีผลกระทบต่อภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ตามผลการตรวจสอบใช้หลักในการคำนวณเดียวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล

โจทก์ยื่นรายได้ไว้ขาดไปจึงเป็นเหตุให้ยื่นยอดขายสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไปด้วย ซึ่งตามผลการพิจารณาอุทธรณ์ รายได้ที่เพิ่มขึ้นได้จากการคำนวณหาปริมาณน้ำมันซึ่งโจทก์ยื่นยอดขายน้ำมันขาดไป(ไม่บันทึกบัญชี) คือปริมาณน้ำมันที่ขาดไปคูณด้วยราคาที่โจทก์ขายโดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นยอดขาย การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการยอดขายไว้ขาดไป โจทก์จึงต้องเสียภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์ว่าภาษีครึ่งปีได้รวมอยู่ในภาษีเต็มปีโจทก์จึงเสียภาษีครบถ้วนแล้ว

จำเลยไม่สามารถเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ได้อีก และหากจำเลยจะเรียกเก็บจากโจทก์ได้จำเลยก็มีสิทธิเรียกเก็บได้แต่เพียงเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 เท่านั้น คงเป็นภาษีที่โจทก์จะต้องเสียอีกไม่เกิน 4,685.06 บาท การที่จำเลยเรียกให้โจทก์เสียภาษีเป็นเงินทั้งสิ้น 42,856.82 บาท จึงไม่ชอบ เห็นว่า ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามประมวลรัษฎากรมาตรา 67 ทวิ (1) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1)โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควรก็จะต้องรับผิดตามมาตรา 67 ตรี ซึ่งจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณี

ดังนั้นจึงถือได้ว่าการฝ่าฝืนมาตรา 67 ทวิ นี้ ได้มีบทบัญญัติกำหนดความรับผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว อีกประการหนึ่งมาตรา 67 ทวิ เป็นเรื่องของการประมาณการ และหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 เจ้าพนักงานประเมินจะทราบและสามารถประเมินให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มได้ทันทีเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นยื่นชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และ 69 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนตรวจสอบ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 แต่ประการใด

กรณีจึงมิใช่เรื่องการยื่นรายการตามแบบไม่ถูกต้องและมีการออกหมายเรียกไต่สวนตรวจสอบแล้วจึงประเมินเพิ่มตามที่ตรวจสอบดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 และ 20 ด้วย เหตุนี้เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินให้โจทก์เสียเบี้ยปรับตามมาตรา 22 การประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์แต่ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยส่วนเงินค่าภาษีจำนวน 23,425.27 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่

นฐ/2/2542 นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ทวิวรรคสอง บัญญัติว่า ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68 ค่าภาษีจำนวน 23,425.27บาท จึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าภาษีที่โจทก์ต้องชำระเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 เมื่อโจทก์ได้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และ 69 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้ยื่นตามปกติและที่ได้ยื่นเพิ่มเติม รวมทั้งจะต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 เนื่องจากบันทึกยอดขายขาดไปตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ นฐ/1/2542 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน 23,425.27 บาท จึงซ้ำซ้อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกรณีของโจทก์ปรากฏจากสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 67 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร หรือแบบ

ภ.ง.ด.51 ว่าโจทก์มีภาษีที่ชำระเกิน2,121 บาท โจทก์จึงไม่มีเครดิตภาษีตามมาตรา 68 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นสำหรับเงินเพิ่มที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มไม่เกิน 4,685.06 บาท นั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 6730 010/2/100196 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม2540 ให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี จำนวน 4,685.06 บาทแต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ยื่นประมาณการขาดไปเกินร้อยละ 25 โดยไม่มีเหตุอันสมควรจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ตามมาตรา 67 ทวิ จากภาษีที่ชำระขาด โดยไม่คำนึงถึงภาษีที่ถูกหักไว้

ณ ที่จ่าย จะเป็นเงินเพิ่มจำนวน 7,718.91 บาท ตามแบบหนังสือที่ กค.0810/13103 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2532 วรรคสองข้อ 2 เห็นว่า มาตรา 67 ตรี บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่แสดงประมาณกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีโดยไม่มีเหตุอันสมควรเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณี เช่นนี้เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจะนำมาหักได้ตามกฎหมายในรอบระยะเวลาหกเดือนของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ซึ่งแบบ

ภ.ง.ด.51ของจำเลยในช่องการคำนวณภาษีก็ยินยอมให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในรายการที่ 4 แล้ว จึงนำมาถือเป็นภาษีเงินได้ที่ต้องชำระเพิ่มเติมในรายการที่ 5 เช่นนี้ โจทก์ย่อมนำภาษีเงินได้หักณ ที่จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปมาหักได้ การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นำหลักเกณฑ์ตามหนังสือที่ กค.0810/13103 ลงวันที่ 29 สิงหาคม2532 วรรคสอง ข้อ 2 เรื่องซ้อมความเข้าใจในการขอยกเว้นเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี การเรียกเก็บเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เบี้ยปรับตามมาตรา 22, 26 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีนิติบุคคลประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 และกรณีไม่ยื่นประมาณการกำไรสุทธิซึ่งแปลความตามมาตรา 67 ตรี ในทางที่เป็นผลร้ายแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์แต่ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย..."

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ นฐ/2/2542ลงวันที่ 20 มกราคม 2542 เฉพาะค่าภาษีอากรจำนวน 23,425.27 บาทและเบี้ยปรับจำนวน 11,712.64 บาท และให้แก้ไขการประเมินในส่วนเงินเพิ่ม โดยให้โจทก์ชำระแต่เพียงเงินเพิ่มจำนวน 4,685.06 บาทนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

Matter details

Panel of judges
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา · สมศักดิ์ วงศ์ยืน · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8829/2550

ปัญหาเรื่องการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินเป็นไปโดยชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการประเมินภาษีอากรว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบ…

Supreme Court Judgment No. 956/2544

บริษัทโจทก์ลงบัญชีย่อยหรือลูกหนี้อื่น ๆ ชื่อบัญชีบริษัท ฟ. รับรู้รายได้ในเดือนสิงหาคม ตุลาคม และพฤศจิกายน 2532 รวมเป็นเงิน 2,879,913 บาทเท่ากับค่าจ้างทำของที่โจทก์ได้ทำสัญญาตกแต่งภายในให้แก่บริษัท ฟ.…

Supreme Court Judgment No. 1001/2544

ชื่อผู้ประกอบการค้าที่เป็นเจ้าของบัตรชดเชยภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษีที่ปรากฏอยู่ตอนบนของรายการเป็นของจำเลยและมีรายละเอียดเลขบัตรชดเชยภาษีพร้อมยอดเงินตามบัตรชดเชยภาษี เมื่อจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านจึงรับ…

Supreme Court Judgment No. 2662/2539

ไม่ว่า พ.ตัวแทนของโจทก์จะมีสิทธิยื่นเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคสองประกอบมาตรา 71 (1) หรือไม่ก็ตาม แต่สำหรับโจทก์ซึ่งเป็นตัวการที่ต้องรับผิด…

Supreme Court Judgment No. 10135/2539

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการประเมินภาษีอากรไม่ชอบด้วยมาตรา49แห่งประมวลรัษฎากรเพราะมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีนั้นแม้จะมิใช่ปัญหาที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลางแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรีย…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up