Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7083/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ศาลชั้นต้นจดบันทึกไว้ว่า ทนายโจทก์ถามค้านพยานไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท ศาลเตือนและออกข้อกำหนดให้ทนายโจทก์ถามพยานตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนด แต่ทนายโจทก์ยังถามค้านพยานไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทอยู่เช่นเดิม จึงถือว่าจบคำถามดังนี้ เมื่อทนายโจทก์ไม่ได้ร้องคัดค้าน หรือให้จดคำถามและข้อคัดค้านไว้ จึงไม่ปรากฎคำถามใดที่ศาลชั้นต้นชี้ขาดไม่ให้ทนายโจทก์ถามค้านและทนายโจทก์คัดค้านคำชี้ขาดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 118 วรรคท้าย จึงไม่มีคำชี้ขาดของศาลชั้นต้นที่โจทก์จะยกขึ้นเป็นข้อฎีกาเพื่อให้ยกคำพิพากษาศาลล่างและให้พิจารณาพิพากษาใหม่ได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12340 เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2530 จำเลยที่ 1 และที่ 2ได้ร่วมกันลักโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองไป ต่อมาวันที่ 7 มกราคม 2531 จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ที่ 1 ไปยังสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียน และสมคบกับข้าราชการสำนักงานที่ดินให้โจทก์ที่ 1 ลงชื่อในเอกสารราชการอ้างว่าจะทำการสำรวจที่ดินเพื่อค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ โจทก์ที่ 1 หลงเชื่อและลงชื่อในเอกสารดังกล่าวและเมื่อระหว่างวันที่ 7 มกราคม 2531 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2531จำเลยที่ 1 ได้กรอกข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการและปลอมลายมือชื่อของโจทก์ที่ 2 ในหนังสือให้ความยินยอมในการนิติกรรมยกที่ดินโฉนดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 นอกจากนั้นจำเลยที่ 1และที่ 4 ถึงที่ 7 ยังได้สมคบกันปลอมแปลงเอกสารสิทธิและเอกสารราชการเพื่อจดทะเบียนนิติกรรมที่ดินโฉนดดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ด้วย

หลังจากจดทะเบียนนิติกรรมยกให้แล้วจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดดังกล่าวแก่จำเลยที่ 8โดยโจทก์ทั้งสองมิได้ยินยอมด้วย จึงขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการยกให้และการจำนองที่ดินโฉนดดังกล่าว ให้ขับไล่จำเลยที่ 1ออกไปจากที่ดินโฉนดดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะออกไปจากที่ดินโฉนดดังกล่าว และให้จำเลยที่ 8 ส่งมอบโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองด้วยจำเลยทั้งแปดให้การว่า โจทก์ที่ 2 มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดพิพาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ร่วมกันลักโฉนดที่ดินพิพาทตามฟ้องและไม่ได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ทั้งสอง และไม่ได้ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ

จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำการเพื่อฉ้อโกงโจทก์โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนนิติกรรมยกที่ดินโฉนดพิพาทให้จำเลยที่ 1โดยสมัครใจ จำเลยที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7ต่อโจทก์ และจำเลยที่ 8 รับจำนองที่ดินโฉนดพิพาทโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันและตามที่ศาลล่างทั้งสองฟังมาโดยไม่มีคู่ความฎีกาโต้เถียงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12340 ตำบลบางมด (ราษฎร์บูรณะ) อำเภอราษฎร์บูรณะกรุงเทพมหานคร ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินประจำสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียน ของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่18 มกราคม 2531 จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมกันจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย

ล.6 (จ.8) และสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3โดยจำเลยที่ 6 และที่ 7 ร่วมลงชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาให้ที่ดินด้วย ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2531 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 8 ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.9 ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นไม่บันทึกคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ถ้าศาลชั้นต้นเห็นว่าคำถามใดเป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ศาลชั้นต้นมีอำนาจไม่ให้ใช้คำถามนั้นและไม่บันทึกคำพยานปากนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 118 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่บันทึกคำพยานที่ทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าเป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีนั้นชอบแล้ว ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาต่อไปว่า ศาลชั้นต้นไม่ให้ทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 19 เมษายน 2532ศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ว่า ทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท

ศาลเตือนและออกข้อกำหนดให้ทนายโจทก์ทั้งสองถามพยานตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนด แต่ทนายโจทก์ทั้งสองยังถามค้านพยานไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทอยู่เช่นเดิม จึงถือว่าจบคำถามนั้นทนายโจทก์ทั้งสองไม่ได้ร้องคัดค้าน หรือให้จดคำถามและข้อคัดค้านไว้เมื่อไม่ปรากฎว่าคำถามใดที่ศาลชั้นต้นชี้ขาดไม่ให้ทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านและทนายโจทก์ทั้งสองคัดค้านคำชี้ขาดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 118 วรรคท้าย จึงไม่มีคำชี้ขาดของศาลชั้นต้นที่โจทก์ทั้งสองจะยกขึ้นเป็นข้อฎีกาเพื่อให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองและให้พิจารณาพิพากษาใหม่ได้ฎีกาคำสั่งของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
เสมอ อินทรศักดิ์ · นิวัตน์ แก้วเกิดเคน · ดุสิต เพชรปลูก
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 7354/2562

คำถามของโจทก์ที่ว่า ก่อนที่จำเลยจะนำอวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปภายในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 นั้น จำเลยได้กระทำสิ่งใดก่อนหรือไม่ เป็นคำถามที่มิได้ชี้นำหรือกำหนดแนวทางให้ผู้เสียหายที่ 1 ตอบ และมิได้เพียงแ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2547 (ref. 412099)

การปล่อยชั่วคราวของพนักงานสอบสวนนั้น สามารถให้ปล่อยชั่วคราวได้สูงสุดเพียง 6 เดือนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 113 วรรคหนึ่ง เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว สัญญาประกันตัวผู้ต้องหาเป็นอันสิ้นสุดลง จำเลยซึ่งเป็นพนักงานส…

Supreme Court Judgment No. 992/2546

หนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นให้ไว้แก่โจทก์มีจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียวลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน จึงเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง…

Supreme Court Judgment No. 6655/2538

ศาลชั้นต้นให้โจทก์ใช้คำถามนำในการซักถามผู้เสียหายที่เป็นพยานโจทก์ซึ่งเป็นอัมพาตไม่อาจพูดจาหรือเปล่งเสียงได้ แต่ตอบคำถามโดยวิธีพยักหน้า ยักคิ้ว หรือการนิ่งเฉย เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยป.วิ.พ…

Supreme Court Judgment No. 3384/2530

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสามบัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกเท่านั้นการที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่า ส. ตายเมื…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up