Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 708406)

พ.ศ. 2567 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกเป็นผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ รวมทั้งเป็นประชาชนทั่วไปที่ต้องใช้ซอยพัฒนาการ 44 เป็นทางสัญจรเพื่อเข้าออกสู่ถนนพัฒนาการ ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ที่ 2 บจก. พี.ซี.เอ็น ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ปล่อยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 พร้อมทั้งเรียกเก็บค่าใช้ทาง เป็นเหตุให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวไม่ได้รับความสะดวกในการใช้เส้นทางสัญจรเข้าออกถนนพัฒนาการ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ถนนซอยพัฒนาการ 44 รวมทั้งทางเท้าเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชดใช้เงินคืนแก่รัฐ โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ประเมินหรือทำหรือแจ้งหรือแสดงรายการงบ

เนื้อความคำพิพากษา

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกเป็นผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ รวมทั้งเป็นประชาชนทั่วไปที่ต้องใช้ซอยพัฒนาการ 44 เป็นทางสัญจรเพื่อเข้าออกสู่ถนนพัฒนาการ ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ที่ 2 บจก. พี.ซี.เอ็น ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ปล่อยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 พร้อมทั้งเรียกเก็บค่าใช้ทาง เป็นเหตุให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวไม่ได้รับความสะดวกในการใช้เส้นทางสัญจรเข้าออกถนนพัฒนาการ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ถนนซอยพัฒนาการ 44 รวมทั้งทางเท้าเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชดใช้เงินคืนแก่รัฐ โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ประเมินหรือทำหรือแจ้งหรือแสดงรายการงบประมาณทั้งหมดเป็นค่าก่อสร้างถนนสาธารณะ

ทางเท้า และระบบสาธารณูปโภค พร้อมดอกเบี้ย และเรียกเงินค่าขาดประโยชน์ ทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 มีคำสั่งประเมินค่าเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พร้อมทั้งดำเนินคดีทางแพ่งและอาญา และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 มีคำสั่งระงับหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ได้กระทำลงบนผิวทางและทางเท้า รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเปิดการใช้เส้นทางซอยพัฒนาการ 44 โดยมิให้มีสิ่งกีดขวาง และไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าผ่านทาง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ที่ดินซึ่งเป็นทางสัญจรในซอยพัฒนาการ 44 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และไม่เคยอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ การจัดทำไม้กั้นบริเวณปากซอยพัฒนาการ 44 เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต

ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ มิใช่กรณีสิทธิในที่ดินพิพาท แต่เป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลที่สาธารณประโยชน์ โดยศาลต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ มิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลแพ่งพระโขนงพิจารณาแล้วเห็นว่า สำหรับคำฟ้องในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกฟ้องกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ปล่อยปละละเลยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 และเรียกเก็บค่าใช้ทางกับยานพาหนะรวมทั้งการเดินเท้าเข้าออก เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกและประชาชนเดือดร้อน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงเป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

สำหรับคำฟ้องในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 และเรียกเก็บค่าใช้ทางกับยานพาหนะรวมทั้งการเดินเท้าเข้าออก เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนเดือดร้อน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ถนนและทางเท้าในซอยพัฒนาการ 44 เป็นทางสาธารณะ หากไม่สามารถมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชดใช้เงินคืนแก่รัฐ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เปิดการใช้เส้นทางซอยพัฒนาการ 44 โดยไม่มีสิ่งกีดขวางและไม่เรียกเก็บค่าผ่านทาง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ที่ดินซึ่งเป็นทางสัญจรในซอยพัฒนาการ 44 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และไม่เคยอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์นั้น เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน

คดีในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น คดีในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของปกครอง ส่วนคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตกเป็นทางสาธารณประโยชน์แล้วหรือไม่ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการส่วนท้องถิ่นที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่สำหรับปฏิบัติหน้าที่ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก

ทางน้ำ และทางระบายน้ำ และการดูแลรักษาที่สาธารณะ ตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) (10) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลทางสาธารณะ กรณีตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2)

แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แม้จะเป็นเอกชน แต่มูลคดีเกี่ยวพันกัน และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลย่อมมีผลกระทบต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเห็นควรให้พิจารณาพิพากษาโดยศาลเดียวกัน (ไม่มี -) - -

Matter details

Supreme Court black case no.
57/2567
Source
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up