Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 709/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวต่างประเทศไม่เคยเดินทางมาประเทศไทย ยอมเสียเวลาและค่าใช้จ่ายติดตามหาตัวจำเลยโดยไม่ลดละ เป็นพฤติการณ์และมีเหตุผลสนับสนุนให้คดีมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า ยังมีกระเป๋าบรรจุทรัพย์สินต่าง ๆ ของผู้เสียหายไม่ได้ขนเอาลงมาจากรถของจำเลยในวันเกิดเหตุจริงจำเลยมีอาชีพขับขี่รถรับจ้างพาผู้เสียหายไปส่งจุดหมายปลายทางโดยมีกระเป๋าของผู้เสียหายที่ยังไม่ได้เอาลงมาจากรถวางไว้ข้างตัวจำเลยจำเลยย่อมจะต้องรู้อยู่แล้วว่ามิใช่ของจำเลย จำเลยได้ยินเสียงผู้เสียหายเรียกให้หยุดกลับไม่หยุดและขับรถออกไปโดยเร็วเช่นนี้ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาจะเอากระเป๋าของผู้เสียหายไว้เป็นของตนโดยทุจริต.(ที่มา-ส่งเสริม)โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1),336 ทวิ ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 34,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

การที่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวต่างประเทศไม่เคยเดินทางมาประเทศไทย ยอมเสียเวลาและค่าใช้จ่ายติดตามหาตัวจำเลยโดยไม่ลดละ เป็นพฤติการณ์และมีเหตุผลสนับสนุนให้คดีมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า ยังมีกระเป๋าบรรจุทรัพย์สินต่าง ๆ ของผู้เสียหายไม่ได้ขนเอาลงมาจากรถของจำเลยในวันเกิดเหตุจริงจำเลยมีอาชีพขับขี่รถรับจ้างพาผู้เสียหายไปส่งจุดหมายปลายทางโดยมีกระเป๋าของผู้เสียหายที่ยังไม่ได้เอาลงมาจากรถวางไว้ข้างตัวจำเลยจำเลยย่อมจะต้องรู้อยู่แล้วว่ามิใช่ของจำเลย จำเลยได้ยินเสียงผู้เสียหายเรียกให้หยุดกลับไม่หยุดและขับรถออกไปโดยเร็วเช่นนี้ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาจะเอากระเป๋าของผู้เสียหายไว้เป็นของตนโดยทุจริต.(ที่มา-ส่งเสริม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1),336 ทวิ ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 34,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา335 (1), 336 ทวิ ให้จำคุก 6 ปี ริบรถยนต์ของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 34,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยได้ขับขี่รถแท็กซี่รับผู้เสียหายกับพวกจากสนามบินดอนเมืองไปส่งที่โรงแรมบอลตันอินน์แล้วขับรถออกไปจริง ปัญหาตามที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์นั้น โจทก์มีนายอาร์น กันนาร์แนลสันผู้เสียหายและนายจอห์น ทักเกอร์ เป็นพยานยืนยันว่า เมื่อขนสัมภาระเอาลงมาจากรถ คงเหลือแต่กระเป๋าสะพายสีแดงที่วางไว้ข้างตัวของผู้เสียหายกับจำเลยตรงที่นั่งเบาะหน้า จำเลยก็ขับรถออกไปจากโรงแรมโดยเร็วผู้เสียหายวิ่งไล่ตามเรียกให้หยุดก็ไม่ยอมหยุด ผู้เสียหายเรียกรถสามล้อเครื่องที่แล่นผ่านมาให้ตามไป แต่ไม่ทัน จำเลยคงได้ยินเสียงเรียก เพราะหน้าต่างรถเปิดไว้ทุกบาน นายสวัสดิ์ ใจสนิท พยานโจทก์ซึ่งเป็นยามอยู่ที่โรงแรมและเห็นเหตุการณ์ชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องเบิกความว่าขณะที่จำเลยขับรถออกไปจากโรงแรมตนได้ยินผู้เสียหายเรียกให้หยุดบอกว่ายังเอาของลงไม่หมด

จำเลยไม่หยุด นางสุจิตราศรีสิทธิ์ พยานจำเลยซึ่งขณะเกิดเหตุทำงานอยู่ที่โรงแรมก็เบิกความว่าขณะที่รถแท็กซี่ออกจากโรงแรมได้ยินเสียงผู้เสียหายตะโกนโวยวายและวิ่งตามไปแต่ไม่ทัน ตามข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานโจทก์จำเลยดังกล่าว คดีรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ผู้เสียหายเรียกให้จำเลยหยุดรถในขณะที่จำเลยขับรถออกไปจากโรงแรมจริงการที่ผู้เสียหายวิ่งไล่ตามเรียกให้หยุดเพื่อบอกกล่าวว่า ยังมีสัมภาระหลงเหลืออยู่ในรถการเอาสัมภาระนั้นในขณะที่รถกำลังเคลื่อนออกไปจากโรงแรมโดยเร็วเช่นนี้ เชื่อได้ว่าคงต้องตะโกนเรียกเสียงดังประกอบกับจำเลยก็รับพัวพันเข้ามาว่า ขณะที่ขับรถออกจากโรงแรมหน้าต่างรถเปิดหมดทุกบาน อันเป็นเหตุผลสนับสนุนทำให้เชื่อว่า

จำเลยได้ยินเสียงตะโกนเรียกของผู้เสียหายแล้ว และเมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ของผู้เสียหายที่วันรุ่งขึ้นได้ไปสืบหาตัวจำเลยถึงบริเวณคิวจอดรถแท็กซี่ที่สนามบินดอนเมืองและไปแจ้งความต่อตำรวจครั้นเดินทางออกนอกประเทศไทยและกลับเข้ามาใหม่ก็ได้พยายามติดตามสืบหาตัวจำเลยเพื่อต้องการเอาของคืนทันที พบจำเลยและรถคันที่จำเลยขับรับจ้างผู้เสียหายกับพวกในวันเกิดเหตุก็พาตัวไปมอบให้ตำรวจดำเนินคดี การกระทำของผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างประเทศเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ไม่เคยเดินทางมาประเทศไทย ยอมเสียเวลาและค่าใช้จ่ายติดตามสืบหาตัวจำเลยโดยไม่ลดละเช่นนี้เป็นพฤติการณ์และมีเหตุผล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยได้ขับขี่รถแท็กซี่รับผู้เสียหายกับพวกจากสนามบินดอนเมืองไปส่งที่โรงแรมบอลตันอินน์แล้วขับรถออกไปจริง ปัญหาตามที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์นั้น โจทก์มีนายอาร์น กันนาร์แนลสันผู้เสียหายและนายจอห์น ทักเกอร์ เป็นพยานยืนยันว่า เมื่อขนสัมภาระเอาลงมาจากรถ คงเหลือแต่กระเป๋าสะพายสีแดงที่วางไว้ข้างตัวของผู้เสียหายกับจำเลยตรงที่นั่งเบาะหน้า จำเลยก็ขับรถออกไปจากโรงแรมโดยเร็วผู้เสียหายวิ่งไล่ตามเรียกให้หยุดก็ไม่ยอมหยุด ผู้เสียหายเรียกรถสามล้อเครื่องที่แล่นผ่านมาให้ตามไปแต่ไม่ทัน จำเลยคงได้ยินเสียงเรียก เพราะหน้าต่างรถเปิดไว้ทุกบาน นายสวัสดิ์ ใจสนิท พยานโจทก์ซึ่งเป็นยามอยู่ที่โรงแรมและเห็นเหตุการณ์ชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องเบิกความว่าขณะที่จำเลยขับรถออกไปจากโรงแรมตนได้ยินผู้เสียหายเรียกให้หยุดบอกว่ายังเอาของลงไม่หมด

จำเลยไม่หยุด นางสุจริตราศรีสิทธิ์ พยานจำเลยซึ่งขณะเกิดเหตุทำงานอยู่ที่โรงแรมก็เบิกความว่าขณะที่รถแท็กซี่ออกจากโรงแรมได้ยินเสียงผู้เสียหายตะโกนโวยวายและวิ่งตามไปแต่ไม่ทัน ตามข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานโจทก์จำเลยดังกล่าว คดีรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ผู้เสียหายเรียกให้จำเลยหยุดรถในขณะที่จำเลยขับรถออกไปจากโรงแรมจริงการที่ผู้เสียหายวิ่งไล่ตามเรียกให้หยุดเพื่อบอกกล่าวว่า ยังมีสัมภาระหลงเหลืออยู่ในรถการเอาสัมภาระนั้นในขณะที่รถกำลังเคลื่อนออกไปจากโรงแรมโดยเร็วเช่นนี้ เชื่อได้ว่าคงต้องตะโกนเรียกเสียงดังประกอบกับจำเลยก็รับพัวพันเข้ามาว่า ขณะที่ขับรถออกจากโรงแรมหน้าต่างรถเปิดหมดทุกบาน อันเป็นเหตุผลสนับสนุนทำให้เชื่อว่า

จำเลยได้ยินเสียงตะโกนเรียกของผู้เสียหายแล้ว และเมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ของผู้เสียหายที่วันรุ่งขึ้นได้ไปสืบหาตัวจำเลยถึงบริเวณคิวจอดรถแท็กซี่ที่สนามบินดอนเมืองและไปแจ้งความต่อตำรวจครั้นเดินทางออกนอกประเทศไทยและกลับเข้ามาใหม่ก็ได้พยายามติดตามสืบหาตัวจำเลยเพื่อต้องการเอาของคืนทันที พบจำเลยและรถคันที่จำเลยขับรับจ้างผู้เสียหายกับพวกในวันเกิดเหตุก็พาตัวไปมอบให้ตำรวจดำเนินคดี การกระทำของผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างประเทศเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ไม่เคยเดินทางมาประเทศไทย ยอมเสียเวลาและค่าใช้จ่ายติดตามสืบหาตัวจำเลยโดยไม่ลดละเช่นนี้เป็นพฤติการณ์และมีเหตุผลสนับสนุนให้คดีมีน้ำหนักเชื่อได้ว่ายังมีกระเป๋าบรรจุทรัพย์สินต่างๆคิดเป็นเงินโดยประมาณ 34,000 บาท ของผู้เสียหายไม่ได้ขนเอาลงมาจากรถของจำเลยในวันเกิดเหตุจริง

ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่มีอาชีพขับขี่รถแท็กซี่รับจ้างได้ยินเสียงตะโกนของผู้โดยสารที่ตนเองเป็นผู้พามาส่งไว้ที่จุดหมายปลายทางเรียกให้หยุดโดยมีกระเป๋าของผู้เสียหายที่ยังไม่ได้เอาลงมาจากรถซึ่งวางไว้ข้างตัวจำเลย และจำเลยย่อมจะต้องรู้อยู่แล้วว่ามิใช่ของจำเลย จำเลยกลับไม่หยุดและขับรถออกไปโดยเร็ว นั้นเป็นพิรุธแสดงว่าจำเลยมีเจตนาจะเอาทรัพย์นั้นไว้เป็นของตนโดยทุจริตด้วยเหตุผลตามที่ได้วินิจฉัยมา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาและกำหนดโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น'

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
เฉลิม การปลื้มจิตต์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 410/2546

จำเลยกับผู้ตายเล่นสนุกเกอร์พนันเอาทรัพย์สินกันแล้วเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทแม้ผู้ตายจะเป็นฝ่ายลงมือทำร้ายจำเลยก่อน แต่การที่จำเลยใช้กรรไกรเป็นอาวุธแทงสวนไปในทันทีทั้งที่ผู้ตายไม่มีอาวุธ และเมื่อผู้ตายถูกแ…

Supreme Court Judgment No. 58/2546

ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถเก๋ง รถจักรยานยนต์ล้มทับขาผู้เสียหายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมามีเจตนาจะลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาแต่แรก จึงใช้อุบายทำทีเข้าช่วยเหลือห…

Supreme Court Judgment No. 1678/2543

ก่อนเกิดเหตุ ตัววงจรไฟฟ้าของบริษัทผู้เสียหายได้หายไปโดยไม่ทราบตัวคนร้าย จำเลยกับพวกเป็นผู้ที่ช่วยเหลือผู้เสียหายในการสืบหาตัวคนร้ายและร่วมมือในการวางแผนจับกุมคนร้ายได้ นอกจากนี้ผู้เสียหายยังโอนเงินเข้…

Supreme Court Judgment No. 2497/2541

จำเลยว่าจ้างผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปส่งจำเลยโดยจำเลยไม่ได้พกมีดปลายแหลมไป เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยบอกให้หยุดรถ ผู้เสียหายหยุดรถเพราะรู้สึกว่ามีมีดปลายแหลมจี้ที่ด้านหลัง และโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็…

Supreme Court Judgment No. 11683/2556

จำเลยเบิกความว่า จำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุประมาณ 18 ปี ถึง 19 ปี เพราะรูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งในข้อนี้ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าอายุ หากดูภ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up