Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7095/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในการพิจารณากำหนดอายุความฟ้องผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 95 นั้นต้องถือเอาตามข้อหาหรือฐานความผิดที่ศาลพิจารณาได้ความ คดีนี้จำเลยถูกศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 147 ซึ่งมีอายุความฟ้องภายใน 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (1) คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ แม้การกระทำความผิดของจำเลยจะเป็นการกระทำด้วยเจตนาในการกระทำผิดอย่างเดียวกันคือเบียดบังเอาเงินซึ่งจำเลยมีหน้าที่จัดการหรือรักษาไว้ไปเป็นของจำเลยเองโดยทุจริต แต่จำเลยก็ได้รับเงินแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองโดยทุจริตจากบุคคลต่างราย แต่ละรายเกิดขึ้นต่างวันเวลากัน อันเป็นการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 157, 158 ให้จำเลยคืนเงินหรือใช้ราคาทรัพย์ที่เบียดบังเอาไปรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,744,787.20 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 158 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกระทงละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 55 กระทง จำคุก 165 ปี 220 เดือน แต่ทั้งนี้จะลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงจำคุก 50 ปี ให้จำเลยคืนเงินหรือใช้ราคาทรัพย์ที่เบียดบังไปจำนวน 1,744,787.20 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี มีอายุความ 20 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี มีอายุความ 15 ปี และฐานเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารใดอันเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้

อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ซึ่งอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดทุกข้อหาตามฟ้อง แต่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงเป็นข้อยุติแล้วว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 เมื่อระหว่างวันที่ 19 เมษายน 2528 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2528 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 เมื่อระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2528 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2528 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งแม้จะเป็นเวลาล่วงเลยมาแล้ว 14 ปีเศษ

ก็ตาม แต่ในการพิจารณากำหนดอายุความฟ้องผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 นั้นต้องถือตามข้อหาหรือฐานความผิดที่ศาลพิจารณาได้ความ คดีนี้ได้ความเป็นยุติว่า จำเลยถูกศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งมีอายุความฟ้องภายใน 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (1) คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า

ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยรับราชการตำรวจมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมู่ กองทะเบียน กรมตำรวจ ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้มีหน้าที่รับชำระเงินค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายทะเบียนรถ จำเลยได้เบิกใบเสร็จรับเงินจากสารวัตรแผนกทะเบียนรถยนต์ รวม 4 ครั้ง จำนวน 250 เล่ม ต่อมาเมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบ ปรากฏว่ามีการนำใบเสร็จรับเงินไปใช้และนำเงินส่งทางราชการถูกต้องเพียง 107 เล่ม ส่วนใบเสร็จรับอีก 143 เล่ม ได้หายไป จำเลยไม่มีหลักฐานให้ตรวจสอบ พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงิน ซึ่งเป็นใบเสร็จรับเงินที่อยู่ในสมุดใบเสร็จจำนวน 143 เล่ม ที่หายไปและอยู่ในความครอบครองของจำเลยพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยนำใบเสร็จรับเงินดังกล่าวไปใช้ในการรับเงินค่าแผ่นป้ายทะเบียนแล้วนำเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนรวม 55 ครั้งตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องซึ่งเป็นการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกัน

เห็นว่า แม้การกระทำผิดของจำเลยจะเป็นการกระทำด้วยเจตนาในการกระทำผิดอย่างเดียวกันคือเบียดบังเอาเงินซึ่งจำเลยมีหน้าที่จัดการหรือรักษาไว้ไปเป็นของจำเลยเองโดยทุจริต แต่จำเลยก็ได้รับเงินแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองโดยทุจริตจากบุคคลต่างราย แต่ละรายเกิดขึ้นต่างวันเวลากันอันเป็นการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกันนั่นเอง จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปจึงชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · สบโชค สุขารมณ์ · เรวัตร อิศราภรณ์
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6812/2561

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ร. ปลัดอำเภอรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตร มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร บัตรประจำตัวประชาชนและการทะเบียนอื่นๆ ที่อยู่ในคว…

Supreme Court Judgment No. 1755/2559

แม้ศาลอุทธรณ์รวมโทษจำคุกของจำเลยทั้งสามสิบกระทงเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ จะเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะการกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน…

Supreme Court Judgment No. 7540/2554

แม้จำเลยเป็นเจ้าอาวาสของโจทก์ร่วมและได้รับเงินเดือนประจำที่เรียกว่านิตยภัตจากเงินงบประมาณของรัฐ แต่ผู้ที่ได้รับเงินเดือนประจำที่จะถือว่าเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว…

Supreme Court Judgment No. 6168/2548

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นเม…

Supreme Court Judgment No. 4814/2545

การกระทำอันก่อให้เกิดหนี้ตามคำฟ้องเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งมีอายุความ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95(1) เมื่อการกระทำตามที่โจทก์ฟ้องไม่มีผู้ใดฟ้องทางอาญา สิทธิของโจทก์ซึ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up