คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2520 โจทก์ซื้อที่ดินมือเปล่าจากจำเลยเนื้อที่ 1 ไร่ ราคา 1,000 บาท แล้วครอบครองทำประโยชน์ปลูกพืชผลไม้ตลอดมา เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2532 จำเลยบุกรุกเข้าไปตัดฟันต้นกล้วย 8 กอ คิดเป็นค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 8,000 บาท และวันที่ 3 เมษายน 2533 จำเลยพร้อมบริวารเข้าไปถางหญ้าอีก อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุข ขอให้ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินอีกต่อไป กับให้ชำระค่าเสียหายจำนวน8,000 บาท แก่โจทก์จำเลยให้การว่า ไม่เคยขายที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ ให้โจทก์ แต่เมื่อ 10 ปีเศษมาแล้ว โจทก์มาขออาศัยปลูกบ้านในที่ดินจำเลยเนื้อที่1 งาน โดยให้ค่าตอบแทน 1,000 บาท จำเลยไม่ได้บุกรุกเข้าไปตัดต้นกล้วย
ค่าเสียหายไม่ควรเกิน 160 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 500 บาทแก่โจทก์ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยถึงแก่กรรมนางสาวมุกดาสระพรหม บุตรจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยฎีกาศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12)พ.ศ. 2534 มาตรา 18 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม2534 เป็นต้นไปนั้น บัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง" คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยขายที่ดินให้โจทก์เนื้อที่ 1 ไร่ ตามที่ปรากฏในกรอบเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทและจำเลยบุกรุกเข้าไปตัดฟันต้นกล้วยในที่ดินของโจทก์จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยขายที่ดินให้โจทก์เนื้อที่ 1 ไร่ และจำเลยบุกรุกเข้าไปตัดฟันต้นกล้วยในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นฎีกาโต้เถียงในข้อเท็จจริง และปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยว่าที่ดินพิพาทในขณะฟ้องราคาไร่ละ 100,000 บาทราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายกฎีกาของจำเลย