คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ ๓๑ และออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๘๓ ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ห้ามเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๕,๘๐๐ บาท และค่าเสียหายเป็นเงินอีกปีละ ๕,๘๐๐ บาท นับตั้งแต่วันฟ้อง จนกว่าจะออกไป
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๘๓ ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ ๒๙ ไร่ ๓ งาน ๓๓ ตารางวา ซึ่งเจ้าพนักงานได้ออกให้เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๒๑ ตั้งอยู่ในเขตป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสะโตน ซึ่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๓๙ (พ.ศ. ๒๕๑๐) ออกตามความใน พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ กำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ดังนี้ แสดงว่าที่ดินพิพาทได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทับที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่ง พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔ บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
แม้ว่าโจทก์หรือบิดาโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงฉบับที่ ๒๓๙ (พ.ศ. ๒๕๐๑) จะได้ประกาศให้ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือบิดาโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินพิพาทเมื่อได้มีกฎกระทรวงประกาศกำหนดให้เป็นเขต ป่าสงวนแห่งชาติแล้วดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์หรือบิดาโจทก์จึงหามีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ และแม้จะฟังว่าโจทก์หรือบิดาโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินพิพาทได้ แต่การได้รับอนุญาตดังกล่าวก็มีผลให้โจทก์หรือบิดาโจทก์เท่านั้นที่มีสิทธิ
ดังกล่าวในที่ดินพิพาท ไม่อาจนำไปให้บุคคลอื่นเช่าได้ ด้วยเหตุเช่นนี้ โจทก์ย่อมไม่อาจนำที่ดินดังกล่าวไปให้จำเลยเช่าได้ไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้รื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามคำฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสัญญาเช่า เห็นว่า จำเลยได้ให้การ ไว้ชัดแจ้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและการครอบครองของจำเลยมิได้อาศัยสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และศาลชั้นต้นก็ได้ชี้สองสถานและกำหนดประเด็นพิพาทไว้ด้วยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ดังนี้ คดีย่อมมีประเด็นให้วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ด้วย
Result
พิพากษายืน .