Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7117/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีข้อความว่า ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าที่ดินแล้ว 432,000 บาท คงค้างชำระอีกเพียง 4,200 บาทซึ่งจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์... หากสัญญาจะซื้อจะขายนี้ไม่ได้กระทำภายในกำหนดเวลาเพราะความผิดของผู้จะขาย ผู้จะขายต้องคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้จะซื้อพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีดังนี้ เมื่อตามสัญญาไม่ปรากฏว่ามีการวางมัดจำกันไว้ก็ต้องถือว่าเงิน432,000 บาท ที่จำเลยรับไปจากโจทก์แล้วนั้นเป็นมัดจำซึ่งตรงตามคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงิน 432,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ในฐานที่เป็นมัดจำ อันเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378(3) และเป็นคนละกรณีกับการใช้เงินคืนเมื่อมีการใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งกำหนดให้คิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่รับไว้เมื่อการเรียกคืนเงินมัดจำไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยไว้โดยเฉพาะจึงต้องเป็นไปตามหลักทั่วไปตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด เมื่อหนังสือทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินมัดจำคืน จึงต้องถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินมัดจำคืนโดยการฟ้องคดี จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยของเงินมัดจำนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,240,000 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยฎีกายอมรับผิดชำระเงิน 432,000 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังนั้น ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาคือผลต่างของจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 กับที่จำเลยฎีกามา

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ 4,135,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 432,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,217,800 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 485,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2530จนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินอีก 1,000,000 บาท แก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,240,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3052 ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 6306/10 ตารางวา จากจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.4โจทก์ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยแล้วเป็นเงิน 432,000 บาท คงค้างชำระอีก4,200 บาท ซึ่งตกลงจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินที่จะซื้อจะขายกันนี้จำเลยมิได้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2537 โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ให้แก่โจทก์โดยส่งเช็คของธนาคารจำนวนเงิน 4,200 บาทให้แก่จำเลย จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 16 เดือนเดียวกัน

หลังจากนั้นจำเลยมอบให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 12 ตุลาคม 2537ถึงทนายความของโจทก์ โดยคืนเช็คของธนาคารดังกล่าวแก่โจทก์ และขอให้โจทก์ซื้อที่ดินหรือบ้านพร้อมที่ดินหรืออาคารชุดของจำเลยในโครงการอื่นจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ได้พิเคราะห์แล้วที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยควรรับผิดคืนเงินค่าที่ดินแก่โจทก์ 432,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2537 มิใช่นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2530 นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย เอกสารหมาย จ.4มีข้อความว่า ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าที่ดินแล้ว 432,000 บาท คงค้างชำระอีกเพียง 4,200 บาท ซึ่งจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้จะขายจะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ผู้จะซื้อภายใน 10 วัน

นับแต่วันที่ผู้จะขายได้รับชำระราคาครบถ้วนแล้ว หากสัญญาจะซื้อจะขายนี้ไม่ได้กระทำภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเพราะความผิดของผู้จะขาย ผู้จะขายต้องคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้จะซื้อพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังนี้ เมื่อตามสัญญาไม่ปรากฏว่ามีการวางมัดจำกันไว้ก็ต้องถือว่าเงิน 432,000 บาทที่จำเลยรับไปจากโจทก์แล้วนั้นเป็นมัดจำซึ่งตรงตามคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงิน 432,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ในฐานะที่เป็นมัดจำ อันเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378(3)และเป็นคนละกรณีกับการใช้เงินคืนเมื่อมีการใช้สิทธิเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสองซึ่งกำหนดให้คิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่รับไว้

เมื่อการเรียกคืนเงินมัดจำไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คิดดอกเบี้ยไว้โดยเฉพาะ จึงต้องเป็นไปตามหลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งที่ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.5 นั้น โจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินมัดจำคืนจากจำเลย จึงต้องถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินมัดจำคืนโดยการฟ้องคดี จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยของเงินมัดจำนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยไม่ควรต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ได้ จำเลยย่อมต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้น ส่วนปัญหาว่าความเสียหายของโจทก์มีเพียงใด

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีนายประมาณ มุขตารี ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มาเบิกความลอย ๆ ว่า หากโจทก์ได้รับโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายจากจำเลยแล้วโจทก์สามารถขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่บุคคลภายนอกในราคาท้องตลาดไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 5,800 บาท แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนราคาซื้อขายสำหรับที่ดินข้างเคียงหรือราคาประเมินของทางราชการเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมก็ไม่มีมาแสดงพอให้เปรียบเทียบได้ พยานหลักฐานของโจทก์เพียงเท่านี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่ฟ้องและนำสืบ อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงวันฟ้องที่ดินมีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละประมาณไม่น้อยกว่า 1 เท่า นั้น ไม่มีข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนให้รับฟังเช่นนั้นได้

จะมีผู้ซื้อที่ดินแปลงนี้ในราคาที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ หากมีผู้ซื้อแล้วโจทก์จะขายให้หรือไม่ ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ หากโจทก์คงถือกรรมสิทธิ์ต่อมาจากปัจจุบันซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าที่ดินมีราคาตกต่ำก็ย่อมเป็นการยากที่โจทก์จะขายได้กำไรถึง 7.5 เท่า ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2นำจำนวนเงินมัดจำ 432,000 บาท ไปหักออกจากราคาที่ดินที่กำหนดให้ใหม่แล้วเหมารวมเป็นค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหมดก็ไม่ถูกต้องเพราะโจทก์มิได้ฟ้องขอมาในทำนองนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว และเมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์ก็ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วนอนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,240,000บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3กุมภาพันธ์ 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยฎีกายอมรับผิดชำระเงิน432,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16กันยายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้น ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาคือผลต่างของจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 กับที่จำเลยฎีกามา การที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาในจำนวนทุนทรัพย์ 4,135,440 บาทจึงเกินที่จะพึงเสีย ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลย"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 432,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 1,000,000บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลย

Matter details

Panel of judges
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1336/2545

โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายตึกแถวกัน ต่อมาจำเลยปลูกสร้างตึกแถวเสร็จพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมชำระราคาส่วนที่เหลือแก่จำเลย ทั้งโจทก์ยังขอร้องให้จำเลยช่วยบอกขายตึกแถวดังกล่าวให้ด้วย…

Supreme Court Judgment No. 5735/2534

ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นอยู่ในเอกสารที่โจทก์และจำเลยอ้างเป็นพยานคือเอกสารในคดีอื่นซึ่งโจทก์จำเลยส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำสำนวนคดีดังกล่าว มา ผูกติดกับสำนวนคดีนี้ และเ…

Supreme Court Judgment No. 14792/2558

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยมีหน้าที่ปลูกสร้างบ้านและแบ่งแยกโฉนดให้แล้วเสร็จเพื่อจดทะเบียนขายแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ก็มีหน้าที่ชำระเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตอบแทน…

Supreme Court Judgment No. 5352/2553

ในโครงการอาคารชุด ร. จำเลยจัดทำภาพจำลองอาคารและแผ่นโฆษณาระบุว่าจำเลยจะก่อสร้างอาคารศูนย์สรรพสินค้าขนาดใหญ่ติดกับอาคารชุด โดยมีสระน้ำขนาดใหญ่บนอาคารจอดรถของอาคารชุดเพื่อจูงใจลูกค้าให้ซื้อห้องชุดในโครงก…

Supreme Court Judgment No. 7122/2549

คำว่า "มัดจำ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 คือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันอื่น สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 3 ระบุว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่งเป็…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up